วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"ปัญหาสภาพ (ไม่) คล่อง"

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -

pawin@econ.tu.ac.th



เราได้พบเห็นกระแสข่าวการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาตั้งแต่ในช่วงปีก่อนนะครับ โดยในช่วงแรกการปรับลดดอกเบี้ยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นเหตุของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ได้กลายเป็นกระแสหนึ่งของธนาคารกลางทั่วโลก

ในโลกของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยุคก่อน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงนี้น่าจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น นั่นคือผู้ผลิตก็น่าจะอยากกู้เงินเพื่อมาลงทุนมากยิ่งขึ้นเนื่องจากต้นทุนในการกู้เงินของพวกเขาต่ำลง ในขณะที่ผู้ฝากเงินก็ไม่น่าจะอยากฝากเงินเอาไว้ในธนาคารเนื่องจากดอกผลจากการฝากลดน้อยลง พวกเขาน่าจะนำเงินในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นออกไปจับจ่ายใช้สอย

ถ้าโลกแห่งความเป็นจริงของพวกเราเป็นไปตามโลกแห่งทฤษฎีง่ายๆ ข้างต้นนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกก็น่าจะนำมาซึ่งการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจกลับไปสู่ระดับก่อนหน้าของการเกิดวิกฤตได้

แต่โลกแห่งความจริงมันไม่ง่ายอย่างนี้นะสิครับ ผู้คนในโลกแห่งความจริงฉลาด มีวิธีคิด การคาดการณ์อนาคต และการปรับตัวตามสถานการณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน พวกเขาไม่ได้มองแค่ปัจจัยในอดีต (ในลักษณะ adaptive expectation) ว่าระบบเศรษฐกิจมันเคยรุ่งเรืองมาก่อน ต่อมามันแย่ลงนิดหน่อย พอดอกเบี้ยลดลงพวกเขาก็ฝากเงินน้อยลงหรือกู้เงินมาลงทุนและใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

ในความเป็นจริงผู้คนมีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น พวกเขาเฝ้าติดตามข่าวสารข้อมูลรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ให้แม่นยำมากที่สุด พวกเขานำเอาภาพในอดีตมามีส่วนในการตัดสินใจน้อยมาก อัตราดอกเบี้ยจึงเป็นแค่ปัจจัยเล็กๆ ปัจจัยเดียวที่แทบจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อการตัดสินใจของพวกเขามากนัก ถ้าหากมันไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคต

โดยส่วนตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่าผู้คนในประเทศที่เคยยากจนมาก่อนแต่มีภาพเศรษฐกิจในอนาคตที่สดใสอยู่ในใจ จะใช้จ่ายเงินในสัดส่วนที่สูงมากกว่าผู้คนในประเทศที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนแต่มีภาพเศรษฐกิจในอนาคตที่ค่อนข้างมืดมนรออยู่

ถ้าหากมีใครสักคนสามารถที่จะกดปุ่มอะไรสักปุ่มแล้วสร้างภาพเศรษฐกิจที่สดใสขึ้นในใจของผู้คนทั่วโลกได้พร้อมกัน วิกฤตเศรษฐกิจก็อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แค่ลดดอกเบี้ยลง กลุ่มผู้ผลิตก็น่าจะพร้อมเข้าลงทุนขยายกิจการของพวกเขา ในขณะที่ผู้บริโภคก็น่าจะปรับเพิ่มการใช้จ่ายของพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น

ปัญหาก็คือไม่มีใคร แม้แต่ตัวผู้ว่าการธนาคารกลางที่อดีตเป็นนักวิชาการผู้มากความสามารถหรือตัวประธานาธิบดีที่ผู้คนในวงกว้างยอมรับนับถือ ที่จะสามารถสร้างภาพเศรษฐกิจในอนาคตที่มีความชัดเจน สดใส ขึ้นในใจของผู้คนทุกคนพร้อมกันได้ ปัญหาปลีกย่อยต่างๆ มันจึงตามมาครับ

หนึ่งในปัญหาหลักปัญหาหนึ่งที่หลายๆ ประเทศในโลกพัฒนาแล้วกำลังประสบอยู่ก็คือปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ถึงแม้ธนาคารกลางในประเทศเหล่านี้จะได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบสถาบันการเงินแล้วก็ตาม แต่เม็ดเงินใหม่เหล่านี้ไม่สามารถทำให้เกิดการกู้เงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้เท่าที่ควร

ปัญหามีอยู่ทั้งสองด้านครับ สำหรับกลุ่มผู้ผลิตที่มีความแข็งแกร่งพวกเขาก็ไม่รู้จะกู้เงินมาทำอะไรในช่วงนี้ ผู้ผลิตกลุ่มนี้มักจะชะลอโครงการขยายกิจการ ปรับลดกำลังการผลิตลง เก็บสะสมเงินสดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับกลุ่มผู้ผลิตที่กำลังต้องการสภาพคล่องเข้ามาเสริม ทางสถาบันการเงินก็ไม่อยากหรือไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับพวกเขาได้ ไม่ต้องพูดถึงตัวผู้บริโภคครับ เพราะผู้กู้กลุ่มนี้มีสภาวะสุ่มเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มหลังเสียอีก

ดูเหมือนว่าปัญหาเหล่านี้จะยิ่งลุกลามเป็นวงจรต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เมื่อสถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ผลิตบางรายได้ ผู้ผลิตเหล่านั้นก็ล้มละลาย รายงานข่าวการล้มละลายยิ่งทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและสถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้ ผู้ผลิตกลุ่มใหม่ๆ ก็ยิ่งประสบกับสภาวะล้มละลายมากขึ้นไปอีก ฯลฯ

ทางการของทั้งสองประเทศก็มองเห็นปัญหาเหล่านี้ครับ และต่างมองว่าการตัดวงจรดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ ในปัจจุบันภาครัฐทั้งสองประเทศกำลังพุ่งเป้าความสนใจไปที่การแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่

ด้วยกติกาควบคุมความเสี่ยง basel 2 และมาตรฐานระบบบัญชี IFRS ที่หลายๆ ประเทศประกาศใช้อยู่ได้ทำให้สถาบันการเงินหลายๆ แห่งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษประสบปัญหาในการปล่อยเงินกู้ เนื่องจากกติกาทั้งสองผูกติดความสามารถในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินไว้กับเงินกองทุนของตัวสถาบันการเงินเอง

เมื่อสถาบันการเงินประสบภาวะขาดทุนจากเงินลงทุนหรือตัวหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อื่นๆ เงินกองทุนของพวกเขาจะลดน้อยลงจากการตัดภาระขาดทุนดังกล่าว สถาบันการเงินเหล่านี้ก็ถูกกติกาข้างต้นบีบให้จำเป็นต้องลดปริมาณการปล่อยสินเชื่อของตนเองลง

ทางการในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในส่วนของ "ทุน" (ไม่ใช่ส่วนของเงินกู้) ให้กับสถาบันการเงินที่ยังค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยส่วนมากทางภาครัฐจะเข้าไปซื้อหุ้นด้อยสิทธิซึ่งทำให้ภาครัฐมีสถานะเป็นเสมือนเจ้าของสถาบันการเงินเหล่านั้นแต่ภาครัฐจะไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของตัวสถาบันการเงิน

การเพิ่มขึ้นของเงินทุนได้ส่งผลให้ธนาคารมีความสามารถในการปล่อยเงินกู้เพิ่มมากขึ้น แต่ตัวธนาคารเองก็ยังคงกังวลกับปัญหาหนี้ NPL ที่อาจเกิดขึ้นใหม่จากเงินกู้ก้อนใหม่ ดังนั้นเราจึงได้เห็นมาตรการเพิ่มเติมในส่วนของการเข้ามาค้ำประกันเงินกู้บางส่วนให้กับทางสถาบันการเงิน

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาครัฐประเทศอังกฤษได้ประกาศเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ 50 เปอร์เซ็นต์ให้กับการปล่อยกู้แก่ผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเงินค้ำประกันทั้งหมดจากภาครัฐจะอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นล้านปอนด์ โดยเพื่อแลกกับการค้ำประกันดังกล่าวสถาบันการเงินจะต้องจ่ายเงินพรีเมี่ยมให้กับภาครัฐเป็นการตอบแทน

นั่นคือทางธนาคารจ่ายค่าพรีเมี่ยมให้กับภาครัฐนิดหน่อยเพื่อแลกกับการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงลดลงไปครึ่งหนึ่ง และทางธนาคารก็มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ว่าพวกเขาจะเลือกปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายใดบ้าง

ทั้งสองวิธีแก้ปัญหาเป็นวิธีที่น่าสนใจครับ ภาครัฐในประเทศทั้งสองได้ยื่นมือเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการปล่อยกู้ของบรรดาสถาบันการเงินโดยที่พยายามระมัดระวังตนเองเป็นอย่างมากที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานและนโยบายในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินดังกล่าว

ในความเป็นจริงมีวิธีเสริมสภาพคล่องที่ง่ายและรวดเร็วกว่านี้อยู่มากครับ โดยภาครัฐเข้าไปทำการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องเสียเอง ข้อเสียก็คือมีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มผู้ผลิตที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงจะเป็นกลุ่มที่ได้เงินกู้ไป ไม่ใช่กลุ่มผู้ผลิตที่มีศักยภาพในการใช้คืนเงินกู้

นอกจากนั้นระดับปฏิบัติของทางภาครัฐเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการปล่อยเงินกู้มาก่อน ลองดูย้อนไปถึงเงินกองทุนหมู่บ้านของเมืองไทยก็ได้ครับ ระดับปฏิบัติสามารถปล่อยเงินกู้หมู่บ้านละล้านได้หมดภายในพริบตาตามที่ภาคนโยบายสั่งการลงมา แต่ว่าเงินกองทุนดังกล่าวขาดทุนมโหฬาร

ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่กำลังรอการแก้ไขจากทางภาครัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็คือปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในภาคสถาบันการเงินครับ

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเหล่านี้กำลังตามหลอกหลอนสถาบันการเงินต่างๆ อยู่อย่างไม่เลิกรา เนื่องจากมูลค่าที่ลดลงของสินทรัพย์เหล่านี้ก่อให้เกิดการขาดทุนขึ้นกับตัวสถาบันการเงิน เมื่อเกิดการขาดทุนสถาบันการเงินก็ต้องตัดภาระขาดทุนดังกล่าวในส่วนทุนของตนเอง ซึ่งก็สร้างภาระข้อจำกัดในการปล่อยกู้ของตนขึ้นมาอีก

ดูเหมือนทางภาครัฐในประเทศอังกฤษและตัว Mr.Ben Bernanke ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาก็เข้าใจในปัญหานี้ดี และมีการออกมากล่าวถึงปัญหาในลักษณะนี้อยู่เนืองๆ

การแก้ปัญหาที่ตรงจุดน่าจะอยู่ที่การจัดตั้งสถาบันที่รับซื้อบรรดาหนี้เสียเหล่านี้ออกจากระบบสถาบันการเงินทั้งหมด เหมือนกับที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เคยจัดทำขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินของเราในปี พ.ศ.2540

แต่อุปสรรคสำคัญของการจัดตั้งสถาบันนี้อยู่ที่การตีมูลค่าสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จะต้องใช้เงินภาษีของคนในประเทศไปรับซื้อมาครับ เนื่องจากถ้าตีมูลค่าให้สูงเกินไปภาครัฐก็อาจสูญเงินภาษีของประชาชนไปอย่างไม่จำเป็น แต่ถ้าตีมูลค่าให้ต่ำเกินไปมาตรการดังกล่าวก็อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องให้กับภาคเศรษฐกิจได้เท่าที่ควร เนื่องจากจะทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ที่ต้องการขายสินทรัพย์ดังกล่าวเกิดภาระขาดทุนมหาศาลซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปล่อยเงินกู้ของพวกเขาอีกทอดหนึ่ง

ดูเหมือนพรรครีพับลิกันในสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญกับการสูญเงินภาษีของประชาชนไปโดยใช่เหตุอยู่เป็นอันมากครับ โดยสมาชิกพรรคเกือบทุกคนในสภาให้ความสำคัญกับความรอบคอบในการใช้เงินภาษีเหล่านี้เป็นอย่างสูง

ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นพรรคการเมืองที่เคยเป็นฝ่ายบริหารประเทศของสหรัฐอเมริกาในยุคเฟื่องฟู ในยุคที่ Mr.Lawlence Summers ได้ให้ความเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552

ทำไมต้องลดดอกเบี้ย?

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -


ด้วยความสัตย์จริง ผมงง และหงุดหงิดเป็นอย่างมากกับการปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสที่ผมเคารพหลายท่านซึ่งต้องการให้มีการปรับลดดอกเบี้ยในสัดส่วนที่สูงมากขึ้นไปอีก โชคดีที่ผมสามารถหาที่ระบายออกความหงุดหงิดในครั้งนี้ ไปได้บ้างแล้วในบทความเรื่อง 'บาทแข็ง หงุดหงิด' ในเว็บไซต์ onopen.com

มาถึงวันนี้การเห็นภาพการทำงานหนักของ ผู้ดำเนินนโยบายหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องได้ทำให้ความรู้สึกหงุดหงิดลดลงไป ผมจึงขอร่วมถกเถียงการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้อย่างใจเย็นรวมทั้งขออินเทรนด์เสนอ ข้อเสนอในการแก้ปัญหาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ก่อนอื่นผมขอเริ่มต้นจากมุมมองของผมที่ทำให้ผมคิดว่าการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วเกินไปด้วยการลดดอกเบี้ยลง ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ ซ้ำร้ายยังอาจก่อให้เกิดปัญหาที่หนักขึ้นกว่าเก่า

มุมมองนี้เหมือนกับที่ สรังสี ลิมปรังษี ได้เขียนเอาไว้ในบทความเรื่อง 'ข้อคิดเห็นเรื่องการแก้ปัญหาบาทแข็ง' ในเว็บไซต์ onopen.com ครับ มาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วได้ทำให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่จากต่างประเทศไหลเข้ามาฝากเงิน และเก็งกำไรค่าเงินบาทอีกแล้ว

ทุกคนรู้ดีว่าการแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้เกิดจากเม็ดเงินสองแหล่งหลักด้วยกัน หนึ่งคือ เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาลงทุน อยู่ในตลาดหุ้นไทย จากข้อมูลในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบกับบทวิเคราะห์หลักทรัพย์จากบริษัท หลักทรัพย์เอเชียพลัส ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ถึงวันที่ผมนั่งเขียนบทความอยู่นี้ (24 กรกฎาคม) มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น เงินดอลลาร์คร่าวๆ ได้เกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ ในระยะเวลา 8 สัปดาห์

สอง คือเม็ดเงินจากผู้ส่งออกไทย จากเอกสารรายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 5 เดือนของปี 2550 ของสำนักงานยุทธศาสตร์การพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ การส่งออก เฉพาะในเดือนพฤษภาคม 2550 มีมูลค่าทั้งสิ้นราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.9 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลเบื้องต้นของกระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่า การขยายตัวของการส่งออกเมื่อรวมเดือนมิถุนายน ยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่า 18 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเหตุที่เม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้ามาในช่วงที่มีปัญหานี้มิใช่เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดเงินฝาก หรือตราสารหนี้ การลดดอกเบี้ยในตอนนี้ ไม่น่าจะทำให้เกิดการไหลออกของเม็ดเงินจาก ต่างประเทศมากนัก ในทางตรงกันข้ามการลดดอกเบี้ย มักสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตลาดหุ้น การลดดอกเบี้ยทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ลดต่ำลง ทำให้มุมมองต่อการทำธุรกิจในอนาคตสดใสขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่จะนำมาคิดลด รายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตลดต่ำลง ฯลฯ มูลค่าพื้นฐานหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์ฯ น่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นเพิ่มเติมอีก

การหวังเพิ่มอุปสงค์เงินดอลลาร์ภายในประเทศจากดอกเบี้ยที่ลดลงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาครับ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า การปรับตัวในภาคธุรกิจจริงอาศัยระยะเวลา นานกว่าการไหลเวียนของเงินทุนหลายเท่าตัว การลดดอกเบี้ยเพื่อหวังกระตุ้นการบริโภค และการลงทุน จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา และไม่สามารถพึ่งพาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นได้

การหวังให้ภาคธุรกิจรีไฟแนนซ์เงินกู้จากต่างประเทศ ผมว่าอาจหวังได้แต่ไม่น่าจะคิดเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ผมไม่คิดว่านักธุรกิจไทยไม่ฉลาดครับ พวกเขาลงทุนหาความรู้และข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับทิศทางการปรับตัวของค่าเงินบาทพอสมควร เพราะมันมีผลกระทบต่อรายได้ของพวกเขา ดังนั้นการตัดสินใจกู้เงินจากต่างประเทศในระดับปัจจุบันมิใช่การตัดสินใจที่ไร้สติ

การบังคับให้รัฐวิสาหกิจในการควบคุมของ ภาครัฐรีไฟแนนซ์หรือใช้คืนเงินกู้อาจเกิดขึ้นได้ แต่เราเริ่มเห็นข่าวเกี่ยวกับปัญหาติดขัดบางอย่าง นอกจากนั้นผมยังคิดว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่งก็คง ไม่อยากจะใช้คืนเงินกู้ต่างประเทศในช่วงนี้ด้วยส่วนหนึ่งครับ ก็เหมือนกับในภาคธุรกิจผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ฉลาด การตัดสินใจกู้เงินต่างประเทศในระดับปัจจุบันคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทเอาไว้แล้ว

การลดดอกเบี้ยปล่อยเงินบาทท่วมตลาดเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะสามารถแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าในระยะสั้นได้ ซ้ำร้ายยังอาจชักนำเม็ดเงินใหม่ให้ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มเติมด้วย

ผมคิดว่าผมเข้าใจความคิดของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสหลายท่านที่เห็นว่า ปัญหาค่าเงินบาทในช่วงนี้เป็นปัญหาในระยะสั้น เมื่อการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศฟื้นตัว ประกอบกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ เริ่มเข้าสู่ช่วงดำเนินการ ปัญหาเงินบาทแข็งค่า จะคลี่คลายลง ดังนั้นการปล่อยให้เงินบาทท่วมตลาดในช่วงสั้นๆ นี้ ก่อนที่จะดูดซับเงินบาทกลับเข้าไปใหม่น่าจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาในระยะสั้น ที่ได้ผล

ในความคิดของผมการลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ หากเราต้องการแก้ปัญหาค่า เงินบาทในระยะสั้นอย่างรวดเร็วจริงๆ เราต้องปล่อยเงินบาทให้ท่วมตลาดเป้าหมาย นั่นคือ ปล่อยมันลงไปในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องใส่เงินบาทใหม่ เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์มาเก็บไว้รอเวลาที่เรา คิดว่าเข้าสู่สภาวะปกติก็ขายเงินดอลลาร์ออกไปเพื่อดูดซับเงินบาท กลับเข้าไปเหมือนเดิม

ผมไม่เคยคิดที่จะสนับสนุนนโยบายแบบนี้ อย่างแน่นอน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง คาดเดาทิศทางได้ยากกว่าตลาดหุ้นเสียอีก มาตรการดังกล่าวอาจได้ผลในการชะลอการแข็งค่าของค่าเงินบาทจริง แต่มีความเสี่ยงทางด้านต้นทุนของนโยบายที่สูงมากครับ

ในทางกลับกันผมคิดว่าวิธีการที่จะแก้ปัญหา ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างได้ผลที่สุดคือการแข็งใจ ไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หรือบางทีอาจต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำครับ อัตราดอกเบี้ยที่สูงจะปรับลดระดับความน่าสนใจของตลาดหุ้น และหวังว่าระดับความน่าสนใจที่ลดลงจะนำมาซึ่งการไหลออก ของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้เร็ว ในปริมาณมหาศาล

นอกจากนั้นการเข้าไปดำเนินการควบคุมต้นตอของปัญหาทั้งสองทางอย่างจริงจังน่าจะเป็นวิธีการที่น่าสนใจมากกว่า มาตรการที่ชะลอเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยตรง จะเป็นวิธีการที่น่าจะได้ผลในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ยิ่งถ้าหากเป็นมาตรการที่ส่งผลให้เกิดเงินทุนต่างประเทศไหลออก ยิ่งน่าจะทำให้เราแก้ปัญหาบาทแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

ในด้านการส่งออก ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะปรับปรุงโครงสร้างภาคการผลิต ให้หันกลับมาสนใจตลาดในประเทศให้มากยิ่งขึ้น มาตรการที่น่าสนใจคือการส่งเสริมการปรับตัว เพื่อขยายตลาดในประเทศทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากตลาดต่างประเทศ นอกจากนั้นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องด้วยปริมาณการส่งออกที่ลดลงจะช่วยแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้มากกว่า

ผมไม่เคยคิดว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นได้พร้อมๆ กันอย่างสวยงามเหมือนฝัน สุดท้ายเราจำเป็นต้องเลือก ถ้าเรามองการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทเป็นปัญหา เราจำเป็นจะต้องควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งนับวันมันจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น และเคลื่อนตัวเร็วขึ้นทุกทีๆ ถ้าเรามองว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป เราก็จำเป็นที่จะต้องทำให้คนอื่นเห็นว่ามันเป็นระดับที่ก่อให้เกิดปัญหากับเราจริงๆ ไม่ใช่บอกเขาว่าเงินบาทแข็งค่าจนเป็นปัญหาในขณะที่การส่งออกของประเทศยังขยายตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 18 เปอร์เซ็นต์

ในกรณีของมาตรการเพิ่มเติมที่ถูกประกาศออกมาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับที่ดีแต่อย่างใด นอกจากนั้นผมยังคิดว่ามาตรการหลายอย่างส่งผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาวครับ

การอนุญาตให้ผู้ส่งออกและผู้มีรายได้เป็นเงินตราสกุลต่างประเทศสามารถถือเงินดอลลาร์ได้ยาวนานขึ้น รวมถึงการอนุญาตให้เปิดบัญชีเงินฝากเป็นสกุลต่างประเทศได้ ไม่แตกต่างอะไรไปจากมาตรการบังคับขายเงินดอลลาร์ภายใน 7 วันที่เกิดขึ้นมาในช่วงวิกฤตเงินบาทอ่อนค่าในรอบที่แล้ว ผู้ส่งออกและผู้ที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ ไม่สนใจที่จะทำตามมาตรการเหล่านี้ครับ

ในระยะยาวมาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาค่าเงินบาทในกรณีที่เกิดปัญหากลับด้านกัน การอนุญาตให้ถือครองเงินดอลลาร์ยาวนานขึ้น จะถูกใช้ในกรณีเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่า และในตอนนั้นเราก็จะมีปัญหาเพราะ ผู้ส่งออกไม่ยอมขายเงินดอลลาร์เพื่อชะลอ การอ่อนค่าของเงินบาท

มาตรการเหล่านี้ยังมักก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดเกิดขึ้น และสร้างพฤติกรรมที่มีต้นทุนสูงผิดปกติติดตามมา ในช่วงเงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกอาจเสี่ยงถือเงินดอลลาร์รอลุ้นนโยบายเฉพาะหน้าในอดีตที่อาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ เมื่อมาตรการที่ออกใหม่ ไม่ได้ผล ผลลัพธ์ที่อาจติดตามมาคือ การขาดทุนอย่างมหาศาลครับ

ผมขอเสนอนโยบายที่น่าจะส่งผลดีกว่าการทำให้เงินบาทอ่อนค่าเสียอีก นั่นคือบังคับให้ ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทันทีที่ตนเองได้รับคำสั่งซื้อสินค้าที่แน่นอน หรือบังคับการทำประกันความเสี่ยงภายใน ระยะเวลาที่กำหนดแคบๆ วิธีนี้เป็นวิธีการ ปกป้องผู้ส่งออก และลดสภาวะความไม่แน่นอน ของพวกเขาลงไปได้

นอกจากนั้นนโยบายแทรกแซงตลาดทั้งตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดหุ้นควรจะกำหนดออกให้เป็นกฎ เหมือนกฎในการเล่นเกมครับ บอกเอาไว้เลยให้ชัดเจนว่าในกรณีบาทแข็งค่าเร็วเกินไปมาตรการนี้ จะส่งผลให้มีต้นทุนในการนำเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่ถ้าหากกรณีปัญหาจบสิ้นลงมาตรการนี้จะยกเลิกตนเองอัตโนมัติ และถ้าหากเกิดกรณีที่กลับด้านกัน เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป มาตรการเดียวกันนี้จะนำมาซึ่งการสนับสนุนส่งเสริมเงินไหลเข้า

การกำหนดมาตรการแบบนี้ทำให้ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องสามารถวางแผนการได้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอลุ้นการพลิกกลับไปกลับมาของตัวมาตรการ นำมาซึ่งพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพ สูงกว่าการออกมาตรการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มีลักษณะถาวร และรอวันเปลี่ยนแปลง ในกรณีที่เกิดปัญหาที่กลับด้านกันขึ้นมาในอนาคต


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ 'มองซ้ายมองขวา' หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

นโยบายการคลังกับระบบเศรษฐกิจ

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -

pawin@econ.tu.ac.th

ในช่วงราวหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านงานเขียนเกี่ยวกับการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของ Olivier Blanchard ผู้อำนวยการฝ่ายงานวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คนปัจจุบัน ผมคิดว่าแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซี่ยนอย่าง Blanchard ในยุคปัจจุบันนี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจมากครับ

ดังนั้นในบทความนี้ ผมจะขอเล่าที่มาที่ไปของกรอบความคิดเกี่ยวกับการใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในช่วงสามสิบถึงสี่สิบปีที่ผ่านมา และจะปิดท้ายด้วยวิธีคิดของ Blanchard ตามที่ผมเข้าใจจากบทความต่างๆ ในช่วงหลังของเขา

ในช่วงราวสามถึงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา กรอบความคิดในเชิงนโยบายของสำนักเคนเซี่ยนดั้งเดิมได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของความน่าเชื่อถือ เนื่องจากตัวผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจตามกรอบความคิดนี้มีความฉลาดน้อยเกินกว่าผู้คนในสภาพความเป็นจริงมากครับ

ยกตัวอย่างเช่นตัวผู้บริโภค ไม่ว่านโยบายเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าสภาพแวดล้อมของระบบเศรษฐกิจจะปรับตัวไปมากขนาดไหน ไม่ว่ามุมมองในอนาคตจะผันแปรไปเช่นไร ฯลฯ ผู้บริโภคตามกรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนจะปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของตนเป็นสัดส่วนที่คงที่ต่อรายได้ของพวกเขา

สมมติว่าข้อมูลในอดีตระบุว่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด กรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนนี้จะสมมติให้ตัวสัมประสิทธิ์ดังกล่าวมีค่าคงที่ โดยถ้าหากภาครัฐบาลเก็บภาษีจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 100 บาท ผู้บริโภคตามกรอบความคิดนี้ก็จะลดการบริโภคลง 60 บาท และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากรัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภค (หรือลดภาษีลง) จำนวน 100 บาท ผู้บริโภคก็จะเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขึ้น 60 บาท

ข้อสมมติในลักษณะนี้ถูกโจมตีครั้งสำคัญ โดยบทความที่ถูกเรียกกันในภายหลังว่าคำวิจารณ์ของ robert lucas นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ปี ค.ศ.1995 ที่ตั้งข้อสังเกตว่าผู้บริโภคในความเป็นจริงจะไม่รักษาสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่คงที่เหมือนกับที่ข้อสมมติตามกรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนข้างต้นครับ

ผู้บริโภคในความเป็นจริงฉลาดมากพอที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากรัฐบาลจัดเก็บภาษีจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 100 บาท ในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ผู้บริโภคอาจไม่ได้ลดการใช้จ่ายของตนเองลงในสัดส่วนเดียวกันกับการที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีเพิ่ม 100 บาท ในช่วงระบบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง

ในทางตรงกันข้าม การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภค 100 บาท ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น อาจทำให้ผู้บริโภคนำเงินจำนวน 60 บาท ออกมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นจริง แต่การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภค 100 บาท ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจหดตัว ผู้บริโภคอาจแทบไม่นำเงินจำนวนนี้ออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ

มีหลักฐานในเชิงประจักษ์มากมายที่ยืนยันว่าการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภคในช่วงสภาวะเศรษฐกิจหดตัวจะทำให้ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่นำเงินที่ได้รับเพิ่มเติมนี้ไปใช้เก็บออมเพื่อการณ์ฉุกเฉิน (Precautionary Saving) มากกว่าที่จะนำมาใช้จับจ่ายตามสัดส่วนเดียวกันกับในช่วงเวลาปกติ

ปัญหาของกรอบความคิดแบบสำนักเคนเซี่ยนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อสมมติของตัวผู้บริโภคเพียงเท่านั้นครับ แต่มันยังรวมไปถึงข้อสมมติอื่นๆ เกี่ยวกับนักลงทุนและภาคการค้าระหว่างประเทศด้วย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือนักลงทุนในลักษณะนี้มีผลกระทบเป็นอย่างมากต่อข้อสรุปเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาครัฐต่างๆ

การให้เงินอุดหนุนผู้บริโภคหรือการลดภาษีเงินได้ของรัฐบาลอาจไม่ได้ส่งผลกระทบในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจมากนักในช่วงสภาวะวิกฤต เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจไม่ถูกนำมาใช้สอยหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ค่าตัวคูณต่างๆ ที่ถูกประเมินออกมาตามกรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนจึงน่าจะผิดเพี้ยนไปแทบจะทั้งหมด

ด้วยวิธีคิดแบบนี้ Lucas จึงเรียกร้องให้กรอบความคิดเศรษฐกิจมหภาคในยุคใหม่ใส่ใจกับการปรับตัวของผู้บริโภคและนักลงทุนในระบบเศรษฐกิจด้วยครับ ผลลัพธ์ที่ติดตามมาก็คือกรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาครูปแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro-foundation) ที่มีลักษณะยุ่งยากและซับซ้อนกว่ากรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนเป็นอย่างมาก

แต่ผมเข้าใจว่านักเศรษฐศาสตร์แทบทั้งหมดเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยตัวผู้บริโภคหรือนักลงทุนตามกรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้นจะมีความฉลาดเพิ่มมากขึ้น พวกเขาจะปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์จากการประเมินผลกระทบของนโยบายภาครัฐต่างๆ มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ติดตามมาอย่างหนึ่งก็คือกรอบความคิดแบบใหม่นี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นจะต้องทำการกำหนดระดับความฉลาดของตัวผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย เราจะต้องกำหนดว่าตัวผู้เล่นต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจมากขนาดไหน โดยผลลัพธ์จากการที่ตัวผู้เล่นมีความรู้ความเข้าใจในระดับต่างๆ จะออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน

การกำหนดระดับความฉลาดในลักษณะที่ง่ายที่สุดก็คือการกำหนดว่าผู้เล่นตามกรอบความคิดนี้มีความฉลาดมากที่สุด นั่นคือการสมมติให้พวกเขามีความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจรอบตัวอย่างสมบูรณ์ (Perfect Rational) โดยผลลัพธ์จากกรอบทฤษฎีลักษณะนี้อาจถูกมองว่าเป็นอีกขั้วตรงกันข้ามกับผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ตามกรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนก็ได้ครับ

ซึ่งผลลัพธ์อย่างหนึ่งที่เราได้จากกรอบทฤษฎีนี้ก็คือการที่นโยบายการคลังจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลยต่อระบบเศรษฐกิจ ดังที่ถูกเรียกกันติดปากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันว่า Ricardian Equivalence

เมื่อได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ผู้บริโภคตามกรอบความคิดนี้จะมีความรู้ความเข้าใจว่าในอนาคตรัฐบาลจะต้องเพิ่มระดับการจัดเก็บภาษีเพื่อนำไปใช้คืนหนี้ที่รัฐบาลก่อขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่ายตามนโยบายเงินอุดหนุนดังกล่าว ดังนั้นตัวผู้บริโภคจะนำเงินอุดหนุนที่ได้ไปเก็บออมไว้ทั้งหมดเพื่อจะนำเงินออมดังกล่าวไปจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลในอนาคต

นั่นคือตาม Ricardian Equivalence นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่ารูปแบบไหนจะส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของการออมเพียงอย่างเดียว จะไม่มีผลกระทบใดๆ เลยต่อการใช้จ่ายของตัวผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก็ทำให้ไม่เกิดผลใดๆ เลยต่อการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซี่ยนในยุคหลังไม่เชื่อใน Ricardian Equivalence ครับ อย่างไรก็ตาม พวกเขาเห็นด้วยกับกรอบความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนเซี่ยนในยุคหลังจึงพยายามหาส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่จะทำให้ผลลัพธ์ในลักษณะ Ricardian Equivalence ไม่เกิดขึ้นในกรอบทฤษฎีของพวกเขา

เราจึงอาจเคยได้ยินคำอธิบายเช่นว่า การที่ผู้บริโภคมองเห็นผลกระทบแค่เพียงในระยะสั้นๆ (Myopia) หรือไม่ได้เข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ ทำให้พวกเขาปรับเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขึ้นภายหลังจากการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจเกิดการหดตัว หรือในช่วงเวลาอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ การปรับเพิ่มการใช้จ่ายดังกล่าวจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ ตามกรอบความคิดของสำนักเคนเซี่ยนดั้งเดิม ถึงแม้ว่าขนาดของผลกระทบจะอยู่ในระดับที่ลดต่ำลง

คำอธิบายอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการที่ตัวผู้บริโภคจริงๆ แล้วมีความต้องการนำรายได้ในอนาคตของพวกเขามาใช้จ่ายในปัจจุบันครับ แต่พวกเขามีปัญหาในการเข้าถึงตลาดสินเชื่อ ดังนั้นการจ่ายเงินอุดหนุนของรัฐบาลจะทำให้ผู้บริโภคลักษณะนี้ปรับเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของตนเองขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ่ายเงินอุดหนุน

งานศึกษาเชิงประจักษ์ของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ในระยะหลังจึงให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับการออมเพื่อการณ์ฉุกเฉินไปพร้อมๆ กันกับการเปลี่ยนแปลงของระดับการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในการวิเคราะห์หาผลกระทบของการใช้นโยบายภาครัฐในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ งานศึกษาเชิงประจักษ์ในระยะหลังของตัว Blanchard เองก็จัดอยู่ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันครับ

นอกจากนั้นเราก็ยังได้เห็นงานเขียนในเชิงข้อแนะนำการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของ Blanchard ซึ่งเขียนร่วมกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศในชื่อว่า Fiscal Policy for the Crisis (Download ได้ฟรีจากเว็บไซต์ของ IMF หรือของตัว Blanchard เองครับ) ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยในการประกาศใช้นโยบายการคลังมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นมีการเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนให้กับเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มเป้าหมาย ที่ตกงาน มีรายได้น้อย หรือมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งกู้ยืมเงิน เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่ปรับเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของตนขึ้นมากกว่าผู้บริโภคในกลุ่มอื่นๆ ภายหลังจากการได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาล เป็นต้น

พัฒนาการที่เราได้เห็นนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์จากการถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์จากขั้วต่างๆ ครับ ผมคิดว่าพัฒนาการลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี และจะเป็นตัวผลักดันให้กรอบความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในอนาคตเข้าใกล้กับโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2552

การอ่อนตัวของเงินเหรียญสหรัฐ

การอ่อนตัวของเงินเหรียญสหรัฐ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การอ่อนตัวของเงินเหรียญสหรัฐเป็นที่กล่าวถึงอย่างแพร่หลายในขณะนี้ และมีความกังวลว่าอาจจะเกิดวิกฤติเงินดอลลาร์ได้ในที่สุด ซึ่งปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าเงินดอลลาร์น่าจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่น่าจะพัฒนาไปสู่วิกฤติ ซึ่งผมจะขอนำเอาแนวคิดของทั้งสองฝ่ายมาสรุปให้อ่านกันครับ

นิตยสารอีโคโนมิสต์ฉบับวันที่ 22 ตุลาคมสรุปว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง แต่ไม่น่าจะตกต่ำลงอย่างรุนแรง (crash) เพราะยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกที่ทุกคนต้องการถือครองเมื่อขาดความมั่นใจ เช่นช่วงเดือนกันยายน 2008 ถึงมีนาคม 2009 ที่เกิดการล่มสลายของวาณิชธนกิจ Lehman Brother และส่งผลให้เกิดความระส่ำระสายของระบบการเงินของโลก ทำให้นักลงทุนทิ้งตราสารหุ้น ตราสารหนี้และเงินสกุลอื่นๆ กลับมาถือเงินดอลลาร์ ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 13% ดังนั้น การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา จึงเป็นการอ่อนตัวเมื่อความตื่นตระหนกของนักลงทุนเริ่มคลี่คลาย และหันกลับไปรับความเสี่ยงจากการลงทุนประเภทต่างๆ ได้มากขึ้น และลดการถือเงินดอลลาร์ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำมาก แต่ประเด็นสำคัญ คือ เมื่อเกิดความตื่นตระหนก นักลงทุนก็ยังมองเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่ให้ความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด

แปลว่าไม่น่าจะมีการทิ้งเงินดอลลาร์จนทำให้เกิดวิกฤติ แต่อีโคโนมิสต์ก็ยอมรับว่าเงินดอลลาร์น่าจะมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความอ่อนแออยู่ กล่าวคือเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางย่อมจะได้ประโยชน์จากเงินที่อ่อนค่า อันจะทำให้ส่งออกได้ดีขึ้นและนำเข้าลดลง เราจึงเห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าแม้รัฐมนตรีคลังสหรัฐและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ จะออกมายืนยันว่า สหรัฐต้องการเห็นเงินดอลลาร์แข็งค่าไม่ใช่อ่อนค่า แต่ตลาดกลับมองว่าเมื่อเศรษฐกิจยังอ่อนแอ นโยบายการเงินก็ต้องผ่อนปรน (พิมพ์เงินออกมามาก) และนโยบายการคลังก็ต้องขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารกลางสหรัฐนั้นก่อนวิกฤติจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาประมาณ 9 แสนล้านดอลลาร์ ให้เป็นสภาพคล่องหลัก (ฐานเงิน) แต่ปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐปล่อยกู้ให้กับระบบการเงินเพิ่มขึ้นอีก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวต่างๆ ในตลาด ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐปล่อยสภาพคล่องเพิ่มจาก 9 แสนล้านดอลลาร์เป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลโอบามาก็ขาดดุลงบประมาณเท่ากับ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ แปลว่ารวมกันแล้วธนาคารกลางกับรัฐบาลสหรัฐมีบทบาทเข้าไป "อุ้ม" เศรษฐกิจสหรัฐรวมกันประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 20% ของจีดีพี และมีแนวโน้มว่ามาตรการต่างๆ จะต้องทำต่อเนื่องไปอีกในปีหน้า โดยจะต้องเริ่มดึงสภาพคล่องออกบางส่วน แต่ตลาดกำลังเป็นห่วงว่าหากถอนตัวช้าไปก็จะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ แต่หากถอนตัวเร็วไปเศรษฐกิจก็อาจยุบตัวลงได้ ความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะทำให้เงินดอลลาร์ มีโอกาสอ่อนมากกว่าแข็งค่า

สำหรับอีโคโนมิสต์นั้นความเสี่ยงของการปรับตัวของค่าเงินดอลลาร์มี 3 ประการคือ 1. ประเทศเอเชียไม่ยอมให้ค่าเงินของตนแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ (อาทิเช่น จีนผูกค่าเงินหยวนกับดอลลาร์) ซึ่งจะทำให้เอเชียเกิดปัญหาฟองสบู่ได้ในอนาคต และสร้างภาระให้กับเงินสกุลหลักอื่นๆ อาทิเช่น เงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากจนอาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปไม่สามารถฟื้นตัวได้ 2. นโยบายการเงินการคลังของสหรัฐปัจจุบันไม่ยั่งยืน คือ กู้เงินและปล่อยสภาพคล่องมากเกินไป จะต้องปรับลดลง และ 3. เศรษฐกิจสหรัฐจะลดความสำคัญทางเศรษฐกิจลงในระยะยาว (เพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ จะขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ) ทำให้เงินดอลลาร์จะต้องถูกลดบทบาทลงในที่สุด (แต่กระบวนดังกล่าวน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี) อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงทั้ง 3 ข้อดังกล่าว ไม่น่าจะนำไปสู่วิกฤติเงินดอลลาร์ในความเห็นของอีโคโนมิสต์ซึ่งสะท้อนความเห็นหลักของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป

ในอีกด้านหนึ่ง ดร. Allan Meltzer ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Carnegie Melton ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและธนาคารกลางของสหรัฐเขียนบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมได้เริ่มต้นบทความ ว่า "สหรัฐกำลังเดินสู่วิกฤติการเงินครั้งใหม่" เพราะดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณสูง จนจะไม่สามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ พร้อมกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป ซึ่งเคยมีหลายกรณีในอดีตที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคดังกล่าวนำไปสู่การอ่อนค่าของเงินและวิกฤติเศรษฐกิจในที่สุด

ดร. Meltzer ยอมรับว่าปัจจุบันรัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ (โดยเฉพาะเอเชีย) กำลังปล่อยกู้ให้กับสหรัฐโดยการซื้อตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ แต่การซื้อดังกล่าวย่อมมีขอบเขต และประเทศอื่นๆ ก็จะต้องมีภาระที่จะจัดการกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นของตนในที่สุด กล่าวคือ สหรัฐไม่ควรคิดว่าต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีนจะยินยอมซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ออกใหม่อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไปเรื่อยๆ ตรงนี้ผมขอขยายความว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวโดยการกู้ยืม เพราะประชาชนสหรัฐใช้จ่ายเกินตัวก็จะกลับเข้าสู่วัฏจักรเดิมในช่วง 2003-2007 คือ สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 4-6% ของจีดีพี (ในปีนี้ จะขาดดุลเพียง 3% ของจีดีพี) แต่สิ่งที่จะแตกต่าง คือ ก่อนหน้านี้ การขาดดุล (การใช้จ่ายเกินตัว) นั้น กู้เงินจากต่างประเทศโดยการที่ภาคเอกชนสหรัฐขายตราสารหนี้ซีดีโอ (Collateralized Debt Obligation) แต่ในปัจจุบันและอนาคตจะทดแทนการใช้จ่ายเกินตัวโดยการขายตราสารหนี้ของรัฐบาล กล่าวคือ เปลี่ยนจากการกู้เงินโดยภาคเอกชนมาเป็นการกู้เงินโดยภาครัฐนั่นเอง

ในส่วนของผลกระทบจากนโยบายการเงินที่เพิ่มสภาพคล่องมากเกินไปนั้น ดร.Meltzer อธิบายว่าปัจจุบันที่ธนาคารกลางสหรัฐรับซื้อตราสารประเภทต่างๆ มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์นั้นทำให้ธนาคารพาณิชย์ (ที่ไม่กล้าซื้อตราสารดังกล่าวเพราะเสี่ยงเกินไป) มีเงินส่วนเกินฝากเอาไว้กับธนาคารกลางมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ (idle reserves) เช่นกัน และหากรัฐบาลขาดวินัยทางการคลังโดยกู้เงินจากระบบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการออกตราสารหนี้ก็จะผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์นำเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ดังกล่าวไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลที่จะตามมา คือ เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างมาก เพราะปริมาณเงินในระบบจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความมั่นใจของนักลงทุนที่สรุปว่าเงินเฟ้อจะไม่เป็นปัญหาในอนาคตนั้น ดร.Meltzer เชื่อว่าเป็นข้อสรุปที่ผิดพลาด โดยนักลงทุนสรุปจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับลดลง และส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปกติและพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับราคาตามอัตราเงินเฟ้อ กล่าวคือเมื่อส่วนต่างต่ำก็แปลว่าตลาดเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้ต่ำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว แต่ ดร.Meltzer เห็นว่าเครื่องบ่งชี้ดังกล่าวถูกบิดเบือนโดยการที่ธนาคารกลางปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์โดยเกือบจะไม่คิดดอกเบี้ย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในราคาที่สูง (ซึ่งทำให้ผลตอบแทนต่ำ) นอกจากนั้น ธนาคารกลางก็ยังเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงอีกด้วย ซึ่งมีส่วนทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น จึงเป็นการบิดเบือนให้ผลตอบแทนของพันธบัตรต่ำกว่าความเป็นจริงอีกด้วย ในทำนองเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐก็ยังเข้าไปซื้อตราสารหนี้ระยะยาวของสถาบันการเงินที่รัฐบาลมอบหมายให้ปล่อยกู้ให้กับผู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นการกดดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ที่ระดับต่ำเกินจริงอีกทางหนึ่งด้วย

ประเด็นหลัก คือ การกดดอกเบี้ยให้ต่ำเกินจริงจะส่งเสริมให้สหรัฐขาดวินัยทางการคลังและกู้ยืมเงินมากเกินไปจนในที่สุดจะนำไปสู่การสร้างหนี้สินและปัญหาเงินเฟ้อที่จะนำสหรัฐกลับเข้าไปสู่ยุคศตวรรษ 70 ซึ่งเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงเกิน 2 หลัก และในที่สุด ก็ต้องแก้โดยการปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงถึง 20% และเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยที่รุนแรง ทำให้การว่างงานปรับเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 10.5% ในปี 1982

ดร. Meltzer สรุปว่ารัฐบาลสหรัฐจะต้องรีบปรับนโยบาย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อในอนาคตโดยเร็วพร้อมกับการปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงอย่างรีบด่วน ซึ่งจะนำไปสู่เสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์ หากไม่รีบดำเนินการก็จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคตได้

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ขับเคลื่อนธุรกิจแบบ "ตัวจริงเสียงจริง" การตลาดนอกตำราง่าย ๆ-โดนใจ

วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4155 ประชาชาติธุรกิจขับเคลื่อนธุรกิจแบบ "ตัวจริงเสียงจริง" การตลาดนอกตำราง่าย ๆ-โดนใจ ด้วยโจทย์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจตลอดปีนี้ ทำให้ภาคธุรกิจต่างต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทำให้การขับเคี่ยวในปีนี้เป็นไปอย่างดุเดือด สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การตลาดยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา ชัยชนะ และพ่ายแพ้ อาจจะต่างกันแค่เพียง 1 ก้าว ด้วยหลักการตลาดที่รู้เหมือน ๆ กัน ความแตกต่างวันนี้จึงอยู่ที่ช่วงเวลาสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินผลแพ้ ชนะ การใช้หัวใจ ประสาททั้ง 6 ในการจับความเป็นไปในตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ในห้องเรียน แต่ต้องเรียนรู้ด้วย ตัวเองเป็น "การตลาดนอกตำรา" ที่ใครก็สู้ไม่ได้ โอสถสภามุ่งสู่ "ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์" งานสัมมนาที่จัดขึ้นโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อเรื่อง "ตายไม่เป็น การตลาดขั้นเทพ" บรรดาเหล่าซีอีโอ ตัวจริง เสียจริง รวมถึงนักการตลาดที่ขับเคลื่อนแบรนด์ ให้อยู่รอดปลอดภัย ต่างพากันออกมาเปิดเผยกลยุทธ์ "ขั้นเทพ" "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด เล่าถึงประสบการณ์ปฏิรูปองค์กร ด้วยความเป็นบริษัทเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 118 ปี แม้ข้อดีจะเป็นความน่าเชื่อถือ แต่จากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนแบรนด์ไม่ให้ตกยุค ตกขบวน และสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องปรับมุมมองดำเนินธุรกิจใหม่ โดยทำให้บรรดาแบรนด์โบราณทั้งหลายที่โอสถสภามีอยู่สามารถเข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ให้ได้ "รัตน์" เป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เข้ามาสานต่องานจากรุ่นคุณปู่ คุณพ่อ โดยเข้ามารับผิดชอบอย่างเต็มตัวตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 แม้จะไม่ได้จบมาทางด้านการตลาดโดยตรง แต่ในยุคของเขานั้นด้วยองค์กรได้วางวิชั่นเพื่อ "ก้าวสู่องค์กรที่ทันสมัย" โดย ตั้งเป้าให้โอสถสภาเป็น "ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์" ซึ่งจะต้องปรับอิมเมจของทั้งองค์กรและแบรนด์ต่างๆ อาทิ อุทัยทิพย์, หมากหอมโบตัน, เอ็ม 150 เป็นต้น ฉีกกฎไม่ติดกับรูปแบบเดิม เริ่มจากการปรับ "อุทัยทิพย์" จากยาแผนโบราณมาสู่เครื่องสำอางในแบรนด์ "ยูทิป" มาจากการสังเกตพฤติกรรมวัยรุ่นที่นิยมนำน้ำอุทัยทิพย์มาทาปาก ทาแก้ม ความน่าสนใจ คือ เมื่อกลายเป็นเครื่องสำอาง นอกจากทำให้อุทัยทิพย์ทันสมัยและขยายฐานลูกค้าแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าแบรนด์ ทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับอุทัยทิพย์ แต่ยังเกิดกับแบรนด์เก่าแก่อย่าง "โบตัน" ที่มีการออกสูตรและปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ รวมถึงกิจกรรมที่เข้าไปถึงเด็กวัยรุ่นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จนวันนี้โบตัน มินท์บอล มียอดขายแซงโบตัน แบบออริจินอล ไปเสียแล้ว การฉีกกฎที่สำคัญ ยังเกิดขึ้นกับแบรนด์หลักอย่าง "เอ็ม-150" ย้อนหลังไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน จากที่ผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้าสู่ตลาดมากมาย ทำให้โอสถสภาตัดสินใจใช้ "มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง" ซึ่งปรับจาก "สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง" เพื่อมัดใจวัยรุ่น "รัตน์" ชี้ว่า การใช้มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง นักการตลาดต้องมีความเป็นศิลปินด้วย ด้วยมิวสิก คือการใช้ "อารมณ์" ที่อยู่เหนือ "เหตุผล" ผู้บริโภคไม่ต้องมีเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้า ครั้งนั้นเองเขาจึงตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกับแกรมมี่ เพื่อนำศิลปินมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ 4 คน ได้แก่ เสก โลโซ, มอส ปฏิภาณ, โต ซิลลี่ฟูล และเคท ไบรโอนี่ โดยทำหนังโฆษณาชุดยาวที่มีเพลงฮิตอย่าง "ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย" "ขณะนั้นหนังโฆษณาที่ออร์แกไนเซอร์ทำออกมา ไม่ได้ตาม สตอรี่บอร์ดที่วางไว้ ซึ่งเอเยนซี่ก็กังวลว่าผู้บริโภคจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อผมมาดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าทำตามสตอรี่บอร์ด หนังจะไม่สนุก แน่ ๆ จึงตัดสินใจเอาแบบนี้ ไม่ต้องแก้ จริง ๆ แล้วหนังแนวนี้เน้น อีโมชั่นนอล หากทำให้คนดูสนุกแล้วไปกระตุ้นอารมณ์ทำให้เขา ชื่นชอบแบรนด์ ผมก็โอเคแล้ว" สิ่งนี้เป็นเหมือนการตลาดนอกตำราอีกรูปแบบ ที่ "รัตน์" ประสบด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือ ส่งผลให้แบรนด์เอ็ม-150 เติบโตกว่าเท่าตัวจากสมัยก่อน และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 40% เป็น 60% สวนสยามธุรกิจนี้ไม่ต้อง "วิเคราะห์" ส่วน "ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ" ประธานกรรมการบริหาร สยามพาร์คซิตี้ จำกัด ชี้ว่า การสร้างสวนสยามให้เกิดขึ้นได้ และอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากการคิดวิเคราะห์ตามหลักการตลาดอะไรมากมาย แต่มาจากจังหวะ เวลา และโอกาสที่ดี เมื่อโอกาสมาถึงก็คว้าไว้ และบวกกับการที่หัวใจนักเลง เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ตลอดชีวิตของเขาผ่านธุรกิจมานับไม่ถ้วน ทั้งเพาะพันธุ์ปลา อสังหาริมทรัพย์ พัฒนาที่ดิน สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่มีมาตลอดคือ ล้วนมาจากการมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี ขณะที่จุดเริ่มต้นของธุรกิจสวนน้ำ ก็มาจากตลอดชีวิตของเขาที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมาโดยตลอด จึงรู้สึกมีความผูกพัน ทำธุรกิจนี้ด้วยความรัก ความเชื่อว่าธุรกิจจะสามารถอยู่รอดได้ แม้ตามผลวิจัยสถิติ ย้อนหลังไปกว่า 30 ปี ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าธุรกิจนี้ไม่มีทางไปรอดก็ตาม "ทำธุรกิจที่ผ่านมาผมไม่เคยเชื่อเรื่องการวิเคราะห์ตลาด จึงอยู่มาได้ แม้จะเคยล้มลุกคลุกคลาน ติดหนี้สิน โดยฟ้องล้มละลาย แต่ในที่สุดด้วยความไม่ยอมแพ้ก็มีทางแก้ไขและผ่านมันมาได้" วันนี้สวนสยามเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีการรีโนเวต ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ดึงดูดคนให้เข้ามาเที่ยวมากขึ้น มีการ ลงทุนสั่งเครื่องเล่นรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ และหลังจากนี้เมื่อรุ่นลูกเข้ามาบริหาร แน่นอนว่าต้องใช้การศึกษา ความรู้ที่มีมาใช้ในการ ขับเคลื่อนธุรกิจ สานต่อจากยุคของเขาที่ใช้ sense และหัวใจในการขับเคลื่อนนั่นเอง สิงห์ "วัฒนธรรมองค์กร" ตัววัดความสำเร็จอีกแบรนด์ที่มี story มาอย่างยาวนานอย่างเบียร์สิงห์ หลังจากที่เคยสูญเสียแชมป์ ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ตกต่ำถึงขีดสุดเมื่อช่วงปี 2540-2541 โดยลดเหลือเพียง 9% จากเคยครองอยู่ถึง 80% แต่หลังจากพ่ายแพ้อยู่ 8 ปี ก็สามารถกลับมาเป็นผู้นำตลาดได้อีกครั้งในปี 2549 และจนถึงวันนี้ เบียร์สิงห์ ยังสามารถครองความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่ง 61.8% ของตลาดเบียร์ มูลค่า 114,000 ล้านบาท "ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้เบียร์สิงห์กลับมาได้ จริง ๆ แล้วมาจาก "วัฒนธรรมองค์กร" ของสิงห์เองที่เป็นตัวกำหนดชัยชนะ การผลักดันแนวคิดเรื่อง "สันติวิถี" ออกมาใช้ในการบริหาร ขณะนั้นผู้นำตัวจริงเสียงจริง ที่ถือเป็นนักการตลาดขั้นเทพอย่าง "สันติ ภิรมย์ภักดี" สรุปบทเรียนที่เกิดขึ้นหลัก ๆ มาจากความ เย่อหยิ่งของสิงห์ที่คิดว่าไม่มีใครสามารถล้มแชมป์ได้ เป็นการกลับ มาทบทวนตัวเอง การยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ "ไม่ยอมแพ้"และท้าทายทีมงานทุกคนให้สู้ไปด้วยกัน มากกว่านั้นคือการกลับมาฟังผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงโฟกัสสิ่งที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด นำกลยุทธ์การบริหารฉบับสิงห์ที่เน้น "ทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุด ไม่ต้องมีขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยาก" มาขับเคลื่อนองค์กร ภายใต้การนำของผู้นำที่ต้องมีทั้งคุณธรรม ปัญหา และการตัดสินใจที่เด็ดขาดก็ทำให้สิงห์ในวันนี้กลับมาผงาดได้อีกครั้ง โออิชิขับเคลื่อนด้วย "ซีอีโอมาร์เก็ตติ้ง" ด้าน "ตัน ภาสกรนที" กรรมการผู้จัดการ โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็ได้เผยกลยุทธ์ "ซีอีโอ มาร์เก็ตติ้ง" ที่มีตัวเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กรที่สำคัญ ด้วยการตัดสินใจที่รวดเร็ว เด็ดขาดมีประสาทสัมผัสทั้ง 6 ที่ตื่นตัวในด้านการตลาดตลอดเวลา ทำให้สามารถจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลง ดมกลิ่น ได้ยินถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว เข้าใจอย่างลึกซึ้งไปถึงจิตใจของผู้บริโภค ด้วยการตลาดก็ต้องมีการลองผิดลองถูกตลอดเวลา แต่แน่นอนด้วยความกล้าได้ กล้าเสีย กล้าลอง ทำให้ชั่วชีวิตของการทำธุรกิจของ "ตัน" แม้จะมีโอกาสแห่งความล้มเหลวอยู่มาก แต่ก็ทำให้มีโอกาสในความสำเร็จอยู่มากเช่นเดียวกัน เขาเล่าว่า ที่วันนี้โออิชิ สามารถแผ่อาณาจักรได้ถึง 7,200 ล้านบาท จากไม่กี่ล้านบาทในยุคเริ่มแรก มาจาก "ชาเขียว" ที่เขาจับทางถูกว่าตลาดมีโอกาสมหาศาล บวกกับความกล้าในการสั่งเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตชาเขียว เพียงปีแรกเขาใช้งบลงทุนหลายร้อยล้านบาทเพราะเห็นถึงสัญญาณการตอบรับจากร้านค้าต่างๆ ที่เข้าไปติดต่อ เป็นความกล้าแบบที่ค่ายๆ อื่นขณะนั้นไม่กล้าทำ และขณะนั้นด้วยการตัดสินใจทุกอย่างอย่างขึ้นอยู่กับเขาอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จนผู้นำชาเขียวในตลาดที่มีส่วนแบ่งกว่า 80% ขณะนั้นต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด ในระยะเวลาเพียงกว่า 1 ปีที่โออิชิกระโดดเข้ามา "สินค้าไม่ได้สำเร็จทุกตัว ถ้าสินค้าโดนก็โดน ไม่โดนก็ไม่โดน อย่าฝืน ที่ผมทำธุรกิจมา หลังจากที่โดนชาเขียว 3 รสชาติแรก จากนั้นออกรสชาติมาอีกเกือบ 10 ตัวก็ไม่โดน เพิ่งมาโดนชาเขียว รสสตรอว์เบอร์รี่ มาอย่างโฆษณาที่โดนใจ และแม้แต่สินค้าอีกหลายตัวอย่างอะมิโน โอเค, เซกิ ที่วันนี้เลิกไปแล้ว รวมถึงคอฟฟิโอ ก็ยังไม่โดนอยู่ดี"