วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปัญหาการตี 2 หน้าของธนาคารกลางสหรัฐ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับตลาดเงินและตลาดทุน คือ ความเป็นห่วงว่านโยบายการเงินของสหรัฐที่ผ่อนคลายมากเกินไปนั้น นอกจากจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็ยังได้เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ประเทศที่ผูกค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์เช่นจีนจะเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าวมากที่สุด ในการประชุมประจำปีของเอเปคที่ผ่านมา จึงได้มีการรายงานข่าวว่าทั้งผู้นำของฮ่องกง (ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของฮ่องกง) และธนาคารกลางของจีนแสดงความกังวลว่านโยบายการเงินของสหรัฐนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก

ผมมีความเห็นว่ารากเหง้าของปัญหา คือ ธนาคารกลางของสหรัฐมี 2 หน้าที่ กล่าวคือ หน้าที่ที่ 1 เป็นธนาคารกลางที่ต้องดูแลสภาวะทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และหน้าที่ที่ 2 คือ เป็นธนาคารกลางของเศรษฐกิจโลก เพราะเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก และสภาวการณ์ปัจจุบันหน้าที่ทั้งสองทำให้เกิดความขัดแย้งกันในเชิงของการกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสม

หากหันมามองสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของอเมริกานั้น จะเห็นได้ว่ายังมีปัญหาคั่งค้างอยู่มาก อาทิเช่น

1. ประชาชนตกงานมากขึ้น 5 ล้านคน ตั้งแต่เศรษฐกิจถดถอย ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 10.2% และมีแนวโน้มว่าจะไม่ปรับลดลงไปอีก 6-9 เดือน ปัญหานี้กำลังเป็นปัญหาทางการเมือง อาทิเช่น การกดดันของ ส.ส.พรรครีพับลิกันที่ต้องการให้รัฐมนตรีคลังสหรัฐลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากแก้ปัญหาการว่างงานไม่ได้ แต่ช่วยให้วาณิชธนกิจ อาทิเช่น โกลด์แมน แซคส์ มีกำไรจ่ายโบนัสถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 567,000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งเพราะเคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐในลักษณะต่างๆ รวมทั้งการเพิ่มทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งได้ใช้เงินคืนไปหมดแล้ว)

2. เมื่อประชาชนตกงานเพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ทรุดตัวลงมิได้มีอาการดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาพรวมของเศรษฐกิจ ตัวเลขล่าสุดพบว่าในไตรมาส 3 มีลูกหนี้ที่มีปัญหาในการจ่ายหนี้ผ่อนบ้านสูงถึง 14.4% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บตัวเลขดังกล่าวที่เริ่มต้นเมื่อปี 1972 ที่สำคัญ คือ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 13% ในไตรมาส 2 และส่วนที่เป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นนั้นเกือบครึ่งหนึ่งมาจากสินเชื่อชั้นดี (prime) ไม่ใช่สินเชื่อต่ำกว่ามาตรฐาน (subprime) ผลคือในตัวเลขหนี้เสีย 14.4% นั้นมากถึง 1/3 เป็นสินเชื่อชั้นดี ซึ่งทำให้เป็นห่วงว่าสินเชื่อดังกล่าวจะเสื่อมคุณภาพลงต่อไปอีกใน 12 เดือนข้างหน้า เพราะปัญหาการว่างงานจะทวีความรุนแรงขึ้น และไม่ปรับตัวดีขึ้น จนกระทั่งปี 2011

3. ปัญหาที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก แต่เป็นปัญหาที่ Wall Street Journal (วันที่ 18 พ.ย. 2009) กล่าวว่า กอบกู้ไม่ได้ คือ ปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์การค้า) ซึ่งมีหนี้สินประเภทต่างๆ (หนี้สินจากสินเชื่อธนาคารและจากการออกตราสารหนี้ประเภทต่างๆ) รวมทั้งสิ้นประมาณ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 25% ของจีดีพีของสหรัฐ) หนี้สินนี้ส่วนหนึ่งปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐ "อุ้ม" เอาไว้ โดยการซื้อตราสารหนี้ระยะยาวประมาณ 500,000-600,000 ล้านดอลลาร์ และโครงการ TARP ก็ได้เพิ่มทุนให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ สามารถรองรับความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ เห็นได้จากตารางข้างล่างซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางยังมีความเสี่ยงกับสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นสัดส่วนกว่า 3 เท่าของกองทุนขั้นที่ 1 (ดูตารางประกอบ)

ประเด็นสำคัญ คือ สินเชื่อและตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อาคารพาณิชย์จะต้องต่ออายุในช่วง 2010-2014 (เพราะส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อ/ตราสารระยะยาว 10-15 ปี) จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบ เพื่อผลักดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น (สร้างเงินเฟ้อ) มิฉะนั้น สินเชื่อ/ตราสารมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์จะกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้ธนาคารต้องล้มละลายและรัฐบาลกับธนาคารสหรัฐต้องเข้ามาแทรกแซงและโอบอุ้มอีกมาก โดยบริษัท Foresight ประเมินว่าสัดส่วนของสินเชื่อ/ตราสารหนี้ที่เป็นหนี้เสียอาจสูงถึง 68% หากราคาสินทรัพย์ไม่ปรับตัวขึ้นในช่วง 2010-2014

ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำลงในครึ่งหลังของปีหน้าหรือต้นปี 2010 แต่นโยบายเดียวกันนี้ ทำให้สภาพคล่องในโลกมีมากเกินไป ซึ่งเริ่มทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบางประเทศเช่นบราซิลก็ได้พยายามแก้ปัญหาโดยการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า และมีรายงานว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียและธนาคารกลางอินเดียกำลัง "ศึกษาอย่างจริงจัง" ว่าควรมีมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าหรือไม่ สำหรับประเทศจีนนั้นก็ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์และยังมีข่าวลือว่าธนาคารกลางจีน อาจมีมาตรการเพิ่มทุนสำรองการปล่อยสินเชื่อในต้นปีหน้า ก่อนที่ธนาคารกลางจีนจะพิจารณาปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าในครึ่งหลังของปีหน้า

สำหรับประเทศไทยนั้นปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหาการเมือง ทำให้ปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์หรือแรงกดดันด้านราคา แต่เนื่องจากไทยเองก็มีการเกินดุลการค้าอย่างมาก ดังนั้น หากจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์ก็จะเป็นโอกาสให้ปล่อยเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองมากเกินพอแล้ว คือ มีทุนสำรองคิดเป็น 2 เท่าของหนี้ต่างประเทศ และเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเงินที่กองเอาไว้โดยไม่ได้นำไปประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การลงทุนและความเสี่ยงในปี 2010 จากมุมมองของเมอร์ริล ลินช์

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เมอร์ริล ลินช์ มองโลกในแง่ดีว่าการลงทุนในปีหน้า จะมีความราบรื่นด้วยปัจจัยดังนี้

1. การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกในปี 2010 จะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ กล่าวคือ เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 3.0% (ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.5%) และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 4.2% (ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3.1%)

2. เงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับต่ำ ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จึงจะถูกถอนออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการเงิน ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐจึงจะยังไม่ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกระทั่งปี 2011

3. เมอร์ริล ลินช์ จึงแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นและตราสารทุนของบริษัท ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและมีความมั่นคง ไม่จำเป็นต้องเน้นการถือเงินสดและพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่ามาก

4. ดอกเบี้ยระยะยาวจะยังต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรรัฐบาล (ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น) จะติดลบเล็กน้อยในปี 2010

5. การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (อาทิเช่น ทองคำ น้ำมัน และทองแดง) จะให้ผลตอบแทนที่ดีในปี 2010 แม้ว่าเงินดอลลาร์จะเริ่มมีเสถียรภาพ และไม่อ่อนตัวเช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้

6. กล่าวโดยสรุปคือนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผ่อนปรนเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจ การที่ราคาหุ้นยังไม่สูงมากในขณะนี้ ประกอบกับระบบธนาคารที่จะกลับมาปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาหุ้นของโลกสามารถปรับตัวขึ้นได้อีก 20% ในปี 2010

7. อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของหุ้นนั้นมีความแตกต่างกัน คือ ในประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) จะเป็นการปรับขึ้นในเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี (secular bull market) แต่สำหรับประเทศพัฒนาแล้วราคาหุ้นจะปรับเพิ่มขึ้นตามวัฏจักรของเศรษฐกิจขาขึ้น (cyclical bull market) ทั้งนี้ สำหรับประเทศยุโรปนั้น เมอร์ริล ลินช์ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นมากกว่ามาตรฐาน (overweight) เพราะคาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัวได้ดีกว่าการคาดการณ์ของตลาดมาก (เมอร์ริล ลินช์ มองว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 2.2% ในปี 2010 ในขณะที่ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 1%)

เมอร์ริล ลินช์ สรุปปัจจัยความเสี่ยงที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น (แต่ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้) รวมทั้งสิ้น 6 ข้อดังนี้

1. ราคาน้ำมันปรับขึ้นไป 100 ดอลลาร์ และเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้น ในกรณีดังกล่าวเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4% ภายในปลายปี 2010 (จาก -1% ในขณะนี้) ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเกินไปและเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย ทำให้อุปสงค์ของน้ำมันปรับสูงขึ้นเกินคาด ผลคือธนาคารกลางจะต้องปรับดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้น ในขณะที่การปรับขึ้นของดอกเบี้ยระยะยาว จะทำให้การบริหารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ (ซึ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาก) จะยากลำบากมากขึ้น ทั้งนี้เมอร์ริล ลินช์ ให้จับตาดูว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ควรจะต้องลดการลงทุนในพันธบัตรและเพิ่มการลงทุนในทองคำและหุ้นกับเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น

2. เศรษฐกิจชะลอตัวลงเป็นตัว "W" ในกรณีนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปชะลอตัวลงเกินความคาดหมายใน 12 เดือนข้างหน้า จนกระทั่งกลายเป็นการหดตัวอันเป็นผลมาจากการถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วเกินไป ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม) อย่างเพียงพอและผู้บริโภคก็ออมเงินมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อไม่ฟื้นตัวดังคาด ในกรณีนี้ดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับลดลงได้ถึง 1.5% จากปัจจุบันและดัชนีการผลิตต่างๆ จะต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งจะทำให้การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูงสุด และลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง (อาทิเช่น บริษัทผลิตไฟฟ้า) หุ้นที่พึ่งพาการขยายตัวของเศรษฐกิจและหุ้นประเทศกำลังพัฒนาจะให้ผลตอบแทนต่ำ

3. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างเชื่องช้า ทำให้มีสภาพคล่องล้นระบบอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่จีนตรึงค่าเงินหยวนกับเงินดอลลาร์ ที่อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ทำให้เงินทุนไหลเข้าไปเก็งกำไรในประเทศจีน จนกระทั่งราคาสินทรัพย์ในจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้จีนประสบปัญหาเงินเฟ้อในที่สุด ซึ่งจะทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ประสบปัญหาทำนองเดียวกันด้วย ในกรณีนี้นักลงทุนควรเน้นการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ) หุ้นประเทศ BRIC และเงินสกุลเอเชีย

4. การกีดกันทางการค้าควบคู่กับวิกฤติเงินดอลลาร์ ในกรณีนี้การว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นสูงพร้อมกับเงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างมากเทียบกับเงินหยวน ทำให้นักการเมืองทั้งของสหรัฐและยุโรปรุมโจมตีจีน และผลักดันมาตรการกีดกันการค้าจีนอย่างรุนแรง จีนตอบโต้โดยการปฏิเสธที่จะซื้อเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงอย่างรุนแรง และดอกเบี้ยในสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงพร้อมกันไป ความเสี่ยงนี้อาจเกิดขึ้นได้หากอัตราการว่างงานในสหรัฐสูงถึง 10.8% (จาก 10.2% ในขณะนี้) และหากเงินยูโรแข็งค่าขึ้นมากกว่าปัจจุบันอีก 10% และราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปที่ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในกรณีนี้นักลงทุนไม่มีทางเลือกมากนัก โดยจะต้องถือเงินสด ทองคำและรอซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งราคาจะปรับลดลงอย่างมากในตอนแรก ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้นในตลาดหลักจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

5. รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นขาดดุลงบประมาณมากถึง 10.2% ของจีดีพี และมีหนี้สาธารณะสูงถึง 218% ของจีดีพี ซึ่งหากสภาวะหนี้สินของรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ปรับตัวดีขึ้น ในอนาคตก็อาจทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว หากพยายามใช้จ่ายเงินมากเกินไป เพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายที่ได้เคยหาเสียงเอาไว้ ในกรณีดังกล่าวธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็จำต้องพิมพ์เงินเยนออกมาช่วยเหลือรัฐบาล ซึ่งอาจผลักให้ดอกเบี้ยระยะยาวของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.5-4.0% พร้อมกับการอ่อนตัวของเงินเยน

6. ภาคอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภคสหรัฐฟื้นตัวดีเกินคาด ซึ่งเป็นกรณีที่นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผลดีเกินคาด ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์หลักๆ ของสหรัฐฟื้นตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยระยะสั้นอย่างรุนแรง (ดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย) และหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรอย่างมาก รองลงมา คือ ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะให้ผลตอบแทนที่ดี

ทั้งนี้ ต้องขอย้ำอีกครั้งว่าปัจจัยเสี่ยงทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมานั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อตลาดเงินและตลาดทุน เหตุที่ต้องนำเสนอความเสี่ยงดังกล่าว ก็เพราะวิกฤติเพิ่งผ่านมานั้นก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น อาทิเช่น การที่ราคาหุ้นของโลกปรับตัวลดลง 20% ในเดือนตุลาคม 2008 นั้น หากอาศัยหลักสถิติที่ตั้งสมมติฐานว่าความผันผวนกระจายตัวปกติ (normal distribution) ก็จะคำนวณออกมาว่าการปรับลดลงของราคาหุ้นที่รุนแรงดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้น 1 ครั้ง ทุกๆ 4,112 ปี และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2008 ควรจะเกิดขึ้น 1 ครั้งในรอบ 14,079 ปี แปลว่าแบบจำลองสถิติที่เราใช้กันอยู่ประเมินความเสี่ยง (ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น) ต่ำเกินกว่าความเป็นจริงครับ

"ทำไมแบร์ลุสโคนีจึงยังอยู่ในตำแหน่งอย่างมั่นคง?" ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

"ทำไมแบร์ลุสโคนีจึงยังอยู่ในตำแหน่งอย่างมั่นคง?" ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

ธานี ชัยวัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวค(ร)าวมากมายเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีของอิตาลี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี (Silvio Berlusconi) ทั้งทางสื่อมวลชนทั่วโลกและอีกมากมายในอิตาลีเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมการนอกใจภรรยา การซื้อบริการทางเพศ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหรือตัวแทนระดับสูงที่ถูกตั้งข้อสงสัย รวมทั้งนโยบายที่ล้มเหลว และการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

การตั้งประเด็นเรื่องของนโยบายคงไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะเป็นเรื่องปกติในการวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีความล้มเหลวในบางมิติของการทำงานรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ในประเด็นอื่นๆ ต่างหากที่น่าแปลกใจและน่าสงสัยอย่างยิ่งว่า ทำไมพฤติกรรมมากมายที่แบร์ลุสโคนีกระทำลงไป จึงมีผลกระทบทางการเมืองต่อตัวเขาน้อยมาก

ยิ่งถ้าเราทราบด้วยว่า อิตาลีเป็นประเทศที่ประชากรมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง มีนิสัยชอบวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องทางการเมือง และยังเป็นประเทศที่มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการแสดงออก โดยการเดินขบวนหรือประท้วงด้วย เราคงยิ่งสงสัยว่าแล้วทำไมประชาชนในอิตาลีถึงไม่ได้มีบทบาทเหล่านี้เท่าที่ควรหรือหากจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของแบร์ลุสโคนีขยับได้แม้แต่น้อย

ขอเท้าความกลับไปก่อนหน้านี้ ว่า แบร์ลุสโคนีเคยเป็นนายกรัฐมนตรีของอิตาลีมาก่อนในช่วงปี 2544-2550 จากนั้นต้องสูญเสียอำนาจไปภายใต้ข้อกังขาคล้ายๆ กับปัญหาที่เรียกว่าคอร์รัปชันเชิงนโยบายในประเทศไทย ต่อมารัฐบาลชุดใหม่ก็เข้ามาบริหารงานได้เพียงแค่ 1 ปี ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนถัดมา คือ โรมาโน โปรดี (Romano Prodi) ไม่สามารถสร้างความปรองดองให้กับพรรคร่วมรัฐบาลได้มากพอที่จะดำเนินนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2551 แบร์ลุสโคนีชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ข่าวค(ร)าวของแบร์ลุสโคนีได้รับความสนใจมากขึ้นจากสื่อต่างๆ เพราะเป็นเรื่องที่เขาเคยทำมาก่อนตั้งแต่อดีต ในขณะที่แรงต้านสำหรับเรื่องที่เป็นข่าวฉาวต่างๆ นั้นกลับมีไม่มากเท่าที่ควร

ก่อนอื่นต้องบอกว่าแบร์ลุสโคนีชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่ให้สิทธิกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ประกอบกับการซื้อเสียงในอิตาลีมีน้อยมาก (เนื่องจากประชาชนตื่นตัวทางการเมือง จึงรักษาสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่) จึงถือได้ว่าแบร์ลุสโคนีได้รับฉันทามติจากเสียงส่วนใหญ่ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ชาวอิตาเลียนทุกคนรู้ดีว่า การเลือกแบร์ลุสโคนีเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เขา(อาจ)จะได้รับการบริหารงานที่เป็นเอกภาพ และประสิทธิผลของนโยบายที่เป็นรูปธรรม แต่เขาต้องรับรู้(อย่างแน่นอน)กับข่าวค(ร)าวเรื่องทางเพศ ผู้หญิง ผลประโยชน์ทางธุรกิจและพวกพ้องของแบร์ลุสโคนีเช่นกัน แต่แบร์ลุสโคนีก็ชนะการเลือกตั้ง

บางความเห็นอาจจะกล่าวว่า เป็นเพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีเลยในการเลือกตั้งของอิตาลี และแบร์ลุสโคนี คือ ตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุด บางความเห็นอาจจะกล่าวว่า เขาสามารถต่อรองกับมาเฟียทางตอนใต้ได้ เขาจึงได้คะแนนเสียงจำนวนมาก จากมาเฟียดังกล่าว รวมทั้งบางความเห็นอาจจะมองว่าเพราะแบร์ลุสโคนีเป็นเจ้าของสื่อยักษ์ใหญ่ในอิตาลี ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล(ด้านลบ)ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ชนะการเลือกตั้งภายใต้ความตระหนักรู้ของประชาชนถึงข้อเสียที่จะตามมา

ในทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดของ Dulleckand Kerschbamer (2006) กล่าวถึง การเลือกซื้อสินค้าบางอย่าง ผู้ซื้อจะไม่สามารถทราบถึงคุณภาพตอนก่อนซื้อได้เลย แต่จะทราบก็ต่อเมื่อได้จ่ายเพื่อซื้อสินค้านั้นมาแล้ว สินค้าเหล่านี้ คือ สินค้าที่ต้องอาศัยประสบการณ์ (Experience Goods) อาทิเช่น อาหาร โรงแรม ภาพยนตร์ ไวน์ เป็นต้น ความพึงพอใจที่ได้จากซื้อสินค้าเหล่านี้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่คุณภาพของสินค้า แต่ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง (Expectation) ต่อตัวสินค้าด้วย อาทิเช่น เราเลือกกินอาหารรสชาติไม่ดีที่ขายอยู่ข้างบ้าน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ารสชาติไม่ดี และรู้สึกพอใจกับมันมากกว่าที่จะรู้สึกพอใจกับอาหารรสชาติดีตามภัตตาคาร แต่เราคิดเอาไว้ว่ามันน่าจะดีกว่านี้

บริการทางการเมืองก็เป็นประเภทหนึ่ง ที่จัดได้ว่าเป็นสินค้าที่ต้องอาศัยประสบการณ์ เพราะประชาชนผู้ซื้อบริการนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าบริการที่จะได้รับจากนักการเมือง เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในตำแหน่งแล้วจะดีอย่างที่คิดไว้หรือไม่ ความคาดหวังของประชาชนก่อนการเลือกตั้ง จึงมีบทบาทสำคัญต่อความพอใจต่อการทำงานของนักการเมืองหลังการเลือกตั้ง

ความมีเสถียรภาพของการเมืองอิตาลีจึงอยู่ที่ว่า หากอิตาลีไม่ได้มีนักการเมืองที่ดีพอหรือมากพอมาให้ประชาชนเลือก การตัดสินใจอย่างรอบด้านเพื่อเปรียบเทียบทั้งผลดีและผลเสีย จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความมีเสถียรภาพดังกล่าว โดยถ้าประชาชนทั้งประเทศสามารถประเมินข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีเหตุมีผล จนทำให้แต่ละคนตัดสินใจดีที่สุด เมื่อนั้นนักการเมืองที่เป็นทางเลือกซึ่งดูเหมือนว่าไม่ดีพอ ก็สามารถถูกคัดกรองให้ดีที่สุดได้ (ตามคะแนนเสียงส่วนใหญ่) และเมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนก็จะต้องยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ดังเช่นในอิตาลี ประชาชนอาจจะบ่นกับพฤติกรรมของแบร์ลุสโคนีแล้วก็เพิกเฉยไป เพราะคนที่ไม่ชอบแบร์ลุสโคนีก็ได้เพียงแต่บอกว่า "ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่ได้ต่างจากความคาดหวังที่มีอยู่ตอนแรก"

ดังนั้น หากทางเลือกที่มีอยู่ทางการเมืองไม่ได้มีมากนัก สิ่งสำคัญ คือ การได้ข้อมูลรอบด้านของประชาชน เพื่อให้เขาตัดสินใจอย่างดีที่สุด เพราะอย่างน้อยนอกจากจะทำให้ได้นักการเมืองที่แย่น้อยที่สุดแล้ว เรายังได้ "การเมืองที่มีเสถียรภาพ" ภายใต้เงื่อนไขของคุณภาพนักการเมืองที่ไม่ดีนัก ซึ่งย่อมดีกว่าที่จะได้การเมืองที่ "ไร้" เสถียรภาพพร้อมๆ กับนักการเมืองคุณภาพแย่อย่างแน่นอน

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เร็วไม่พอ แบรนด์ต้องแรงด้วย

สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine พฤศจิกายน 2552

“เร็วอย่างเดียวไม่พอ ต้องเชื่อมั่นในแบรนด์ด้วย” โจทย์ใหม่ที่ “ทรูออนไลน์” เจอระหว่างแข่งขันในตลาด “ไฮสปีดอินเทอร์เน็ต” ที่ใครๆ ก็สามารถเสนอ “ความเร็ว” ได้ อาวุธที่ “ทรูออนไลน์” ขอนำมาใช้ในเวลานี้คือจุดขายที่ Brand Positioning ความเป็น “เบอร์หนึ่ง” ของตลาด ก่อนที่จะเริ่มบุกตลาดต่างจังหวัดอย่างจริงจัง และรับการแข่งขันที่จะถึงจุดเดือดไปกว่านี้

จากอินเทอร์เน็ตความเร็วที่ 1 Mbps เมื่อปี 2007 เพิ่มเป็น 2 Mbps ในปี 2008 และทะลุ 10 Mbps ในปีนี้ โดยมีผู้เล่น 3 รายใหญ่ในตลาด คือ “ทรูออนไลน์” ของค่ายทรู คอร์ปอเรชั่น “Maxnet” ของทรี บรอดแบนด์ (3BB) และ “TOT” ที่แม้จะยังมีรัฐถือหุ้นใหญ่ ก็สามารถลงสนามสลับกันทำความเร็ว พร้อมกับการหาโปรโมชั่นเสริม ทั้งโทรฟรี ดูหนังฟรี จนตลาดนี้เริ่มมองไม่เห็นความต่างของตัวบริการ “ทรูออนไลน์” ซึ่งมาล่าสุดกับ 16 Mbps จึงต้องทำการบ้านมากขึ้น

“ความเป็นเบอร์หนึ่ง” ของตลาดด้วยมาร์เก็ตแชร์ 40% ของจำนวนผู้ใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ 2 ล้านราย และ 73% ในตลาดกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ “รุ่งฟ้า เกียรติพจน์” ผู้อำนวยการด้านการบริหารภาพลักษณ์องค์กร และสื่อสารการตลาด บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่าเป็นจุดแข็งสำคัญ แต่ที่ผ่านมาขาดการสื่อสารกับผู้บริโภค ทั้งที่ตำแหน่ง “เบอร์หนึ่ง” นั้นสามารถสื่อถึงความชำนาญในตัวสินค้า ที่สามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น” จนทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้บริการได้

“นนท์ อิงคุนานนท์” ผู้จัดการทั่วไป บอกว่า การทุ่มครั้งจึงใช้งบประมาณ 30-40 ล้านบาท จากงบการตลาดรวม 100 ล้านบาทของปี 2009 จำนวน ทิ้งท้ายก่อนสิ้นปี เพื่อหวังตอกย้ำความเป็นแบรนด์เบอร์หนึ่ง ส่งพลังต่อไปให้การเปิดตัว 16 Mbps นอกเหนือจากการพ่วงแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์กับเคเบิลทีวี ทรูวิชั่นส์ ในแคมเปญ “เล่นเน็ตแรง พร้อมดูหนังชัดกับทรูไลฟ์ฟรีวิว 40 ช่อง”

ส่วนกระบวนการสื่อสารนั้น “รุ่งฟ้า” บอกว่าให้ความสำคัญตั้งแต่อีเวนต์แถลงข่าวเลือกสถานที่เป็นโรงแรมแพน แปซิฟิคที่มีพื้นที่ทางเดินเป็นอุโมงค์ทางเข้าเพื่อสื่อถึงการส่งความเร็วของอินเทอร์เน็ต มีทั้งสื่อสายไอที และไลฟ์สไตล์ (รวมประมาณ 70 คน) ตามด้วยกระบวนการสื่อสารผ่านทีวีซี สปอตวิทยุ สิ่งพิมพ์ และ1% ของบตลาดยังใช้สำหรับสื่อออนไลน์อีกด้วย

ปฏิบัติการครั้งนี้ นับเป็นการปูฐานครั้งสำคัญก่อนที่การแข่งขันไฮสปีดอินเทอร์เน็ตจะรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่ทรูออนไลน์ยังต้องบุกเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้ และในอนาคตหากเทคโนโลยี 3G เกิดขึ้นและทำให้ลูกค้าสามารถใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือได้เร็วขึ้น “ทรูออนไลน์” ก็ต้องเจอคู่แข่งจากค่ายมือถืออีกด้านหนึ่งด้วย

สนามไฮสปีดอินเทอร์เน็ตสำหรับ “ทรูออนไลน์” จึงไม่อาจรอช้า เพราะคู่แข่งก็พร้อมติดสปีดเต็มที่ งานนี้ไม่ว่ากลยุทธ์ใดที่จะนำมาเป็นอาวุธได้ จึงต้องขอลุยเต็มที่


Did you know?
เมื่อ 7 ปีที่แล้ว คนไทยเฉลี่ยใช้อินเทอร์เน็ตคนละ 4-5 นาทีต่อวัน แต่ ณ ปี 2009 เฉลี่ยคนหนึ่งใช้ 3 ชั่วโมงต่อวัน และ 80% ออนไลน์ทุกวัน
ที่มา : ทรู ออนไลน์

สัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทย (13.4ล้านคน)
Dial up 11.4 ล้านคน
ไฮสปีด 2 ล้านคน

ส่วนแบ่งตลาดไฮสปีดอินเทอร์เน็ตตลาดทั่วประเทศ
ทรูออนไลน์ 40%
Maxnet 30%
TOT 25%
อื่น ๆ 5%
ที่มา : POSITIONING รวบรวม

เร็ว พ่วงของแถม

ผู้ให้บริการ ความเร็ว/ราคา (บาท) แคมเปญล่าสุด
--------------------------------------------------------------------------------------------
ทรูออนไลน์ 3-16 Mbps/ 599-2,400 ดูทรูวิชั่นส์ “ทรูไลฟ์ฟรีวิว”
Maxnet 3-10 Mbps/590-1,490 ดูหนังผ่านเน็ต VDO on demand
TOT 2-12 Mbps/590-1,500 ฟรีโทรศัพท์พื้นฐาน
--------------------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : POSITIONING รวบรวม


จุดเปลี่ยนบอลไทย ! กฎเหล็กคุณภาพ-การตลาดต้องแรง

สมคิด เอนกทวีผล
Positioning Magazine พฤศจิกายน 2552

“ถ้าไม่ปรับตัว ก็ต้องถูกเขี่ยไปเป็นประเทศชั้นสองของวงการลูกหนังเอเชีย” ทางเลือกเดียวนี้ทำให้วงการฟุตบอลไทยพลิกโฉมภายในเวลาไม่ถึงปี กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนไทยจำนวนนับล้านคน ที่ทั้งตีตั๋วแห่เข้าสนามไปเชียร์ พร้อมกับซื้อเสื้อ ผ้าพันคอมาใส่และชูในสนาม กลายเป็นสื่อใหม่มาแรงธุรกิจตื่นตัวมาเป็นสปอนเซอร์ เกิดเม็ดเงินสะพัดหลายร้อยล้านบาท และยังกลายเป็นฐานคะแนนเสียงให้นักการเมืองนำมาใช้อย่างคึกคัก

ปรากฎการณ์ใหม่นี้เกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญคือ Vision Asia ที่สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC (Asian Football Confederation) ตั้งเป้าให้ฟุตบอลเอเชียทั้งทวีปต้องเป็นมืออาชีพและเติบใหญ่เทียบมาตรฐานยุโรป นำมาสู่การออกกฎเข้มที่บังคับให้สโมสรฟุตบอลต้องสร้างสินค้าที่ได้คุณภาพพร้อมกลยุทธ์การตลาดครบวงจร ทำให้บอลไทยสามารถดึงคนให้เข้ามาเป็นแฟนบอลได้เต็มสนาม หล่อเลี้ยงความเติบโตด้วยเม็ดเงินจากคนดูและสารพัดแหล่ง ให้ไหลบ่าเข้าสู่วงการฟุตบอลของไทยชนิดเหนือความคาดหมาย


เบื้องหลังการรื้อปรับระบบบริหารจัดการของสโมสรฟุตบอลของไทยและระบบไทยพรีเมียร์ลีก ไปจนถึงลีกดิวิชั่น1 และดิวิชั่น2 จนสามารถปลุกกระแสความตื่นตัวของแฟนบอลและสื่อได้สำเร็จนั้น ต้องยกเครดิตให้ มาตรการใหม่ของ AFC หรือสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย เป็น"ยาแรง" ให้สโมสรฟุตบอลต้อยกเครื่องใหม่ถอดด้าม

กลางปี 2551 AFC ได้ประกาศ "Vision Asia" ให้วงการฟุตบอลของทุกประเทศในเอเชีย ต้องเป็นธุรกิจ เต็มตัว บริหารการตลาด การเงิน และทุกด้านอย่างเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งลงดาบประเมินและบังคับให้ไทยกับอีกหลายประเทศต้องรีบปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิส่งทีมลงเล่นในถ้วยสูงสุดของสโมสรในเอเชียคือ AFC Champion League ที่มีรางวัลใหญ่และสร้างรายรับให้สโมสรที่มีโอกาสเข้าร่วมได้อย่างมากมาย

จากผลการประเมินนั้น ไทยได้รับเพียง 221 คะแนนจากคะแนนเต็ม 500 และอยู่ในอันดับ 12 จากทั้งหมด 21 ชาติ ทำให้ทีมสโมสรจากประเทศไทยมีโควตาเหลือเพียงทีมเดียว และต้องไปเริ่มที่รอบคัดเลือก หากแพ้ก็ตกรอบทันที แทนที่จะเป็นรอบแบ่งกลุ่มเหมือนเดิมซึ่งเล่นได้หลายนัดสร้างรายได้ให้มากกว่า

นอกจากนี้ไทยยังเสี่ยงที่จะตกไปอยู่ท้ายตารางเสมอ เพราะชาติที่อยู่ล่างกว่าลงไปเช่นซีเรียกับจอร์แดนนั้นมีคะแนนสูงกว่าไทยเพียงแต่ยังส่งเอกสารไม่ครบ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ไทยก็จะได้สิทธิเล่นแค่บอลถ้วยเล็กๆ ที่ชื่อ AFC Cup ที่มีรางวัล เงินสนับสนุน และผลประโยชน์ที่ด้อยกว่า AFC Champion League ซึ่งมีเงินรางวัลให้ทีมแชมป์คิดเป็นเงินไทย 45 ล้านบาท รองแชมป์ 36 ล้านบาท และมีเงินเข้ารอบอีกมากมายอย่างลิบลับ

“ถ้าเราไม่ได้ไป AFC Champion League ก็จะไม่รู้เขารู้เราว่าชาติอื่นไปถึงไหนแล้ว ไม่ต้องหวังไปบอลโลกเลย” องอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย และกรรมการบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก อธิบายให้ POSITIONING ฟัง ถึงผลร้ายที่ทุกฝ่ายตระหนักร่วมกันว่าจะทำให้วงการฟุตบอลโดยรวมให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนา ขาดประสบการณ์ระดับนานาชาติ ทำให้ความฝันให้ทีมชาติได้ไปฟุตบอลโลกนั้นห่างไกลออกไปอีกแบบไม่มีหวัง

ก่อนจะมาเป็นเลขาธิการสมาคมฟุตบอลไทย “องอาจ” เคยเป็นนักฟุตบอล และเคยเป็นผู้จัดการทีมที่มีผลงานพาสโมสร BEC Tero ไปคว้าอันดับสอง AFC Champion League อย่างที่เกือบจะได้แชมป์มาแล้วเมื่อปี 2545 เขาจึงรู้ดีว่าสุดยอดการแข่งขันรายการนี้มีความหมายกับการพัฒนาฟุตบอลไทยแค่ไหน

กฎข้อบังคับใน "Vision Asia" นั้นมีนับสิบข้อ ที่สำคัญๆ เช่นให้สโมสรฟุตบอลสมาชิกของแต่ละประเทศต้องจดทะเบียนนิติบุคคลเชิงพาณิชย์ ต้องแสวงหารายได้และกำไรอย่างเป็นธุรกิจอย่างเต็มตัว จะแจกบัตรฟรีเพื่อประชาสัมพันธ์ให้องค์กรไหนบริษัทใดหรือหาเสียงทางการเมืองก็ไม่ได้ทั้งสิ้น และก็ต้องมีการตั้งองค์กรจัดการแข่งขันส่วนกลางขึ้นมาจัดการแข่งขันตลอดไป


ประสานมือพลิกวิกฤต

วิกฤตนี้เริ่มกลับกลายเป็นผลดีเมื่อสามารถกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาหารือจับมือกันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เริ่มจากสมาคมฟุตบอลไทยจึงได้จัดตั้งบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ในเดือนตุลาคม 2551ด้วยทุนจดทะเบียน 5ล้านบาท ขึ้นมา พร้อมกับร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทยรื้อระบบและกฏเกณฑ์จัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศไทยใหม่ทั้งหมดโดยอิงกับข้อบังคับของ AFC แล้วออกกฎให้ทุกสโมสรอาชีพต้องปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เน้นไปที่การตลาดเพื่อดึงคนมาเป็นแฟนคลับ และการบริหารภายในที่ต้องเป็นธุรกิจเต็มตัว

ผู้บริหารคนแรกของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีกก็คือ “ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง” ในตำแหน่งประธาน ซึ่ง ดร.วิชิต บอกว่าก่อนสตาร์ททำงาน ต้องมีงบเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายก่อน นอกเหนือจากได้งบจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยแล้ว จึงได้ใช้สายสัมพันธ์ที่เคยทำงานและเป็นผู้บริหารของ ปตท. นานนับสิบปี ดึงเม็ดเงินสนับสนุน 10 ล้านบาทให้มาเป็นสปอนเซอร์หลักรายแรกของไทยพรีเมียร์ลีกปี 2552 ซึ่ง ปตท. จะได้โฆษณาผ่านป้าย Aboard (หลังประตู) ในทุกสนามของทุกสโมสร ได้ออกโฆษณาทีวี 10 ครั้ง และได้พิมพ์โลโก้ที่แขนเสื้อด้านขวา ใต้โลโก้ไทยพรีเมียร์ลีก (TPL) นักฟุตบอลทุกคน ส่วนผู้สนับสนุนรองๆ รายละ 1 ล้านบาท อย่าง M150, Coke, เบียร์ช้าง และ Nike ที่มอบลูกฟุตบอล 500 ลูก กระจายไปทั่วทุกสนามแข่งนั้น จะได้ป้ายโฆษณาในทุกสนามเป็นหลัก

เมื่อได้งบแล้ว ดร.วิชิตก็สวมบท “มือประสานสิบทิศ” เดินสายคุยกับเจ้าของและผู้บริหารของสโมสรต่างๆ ด้วยเป้าหมายที่เขาบอกว่า ต้อง Share Vision โดยเฉพาะกับเบอร์ 1 เจ้าของทุนของแต่ละสโมสรของไทย ตั้งแต่ ชลบุรีเอฟซี ที่ก้าวล้ำหน้าทีมอื่นในความเป็นสโมสรอาชีพไปก่อนแล้ว, เมืองทองยูไนเต็ด ของ “ระวิ โหลทอง” แห่งสยามกีฬาที่เพิ่งขึ้นไทยพรีเมียร์ลีกมาขณะนั้น, บางกอกกล๊าสของค่ายเบียร์สิงห์ กับ “ปวิน ภิรมย์ภักดี” ประธานสโมสร ไปจนถึงสโมสรเก่าแก่อย่าง การท่าเรือไทยเอฟซี และอีกเกือบทุกสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีก เพื่อให้ผู้บริหารพร้อมทุ่มทุนยกระดับตัวเองขึ้นไปพร้อมกัน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ AFC ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ AFC จะประเมินครั้งต่อไปในปี 2010 และหากยังไม่ผ่านเกณฑ์อีก หรือคะแนนแย่กว่าเดิม จะถูกลงโทษตัดลดสิทธิทันทีและมีผลไปถึงปี 2012 เลยทีเดียว นั่นหมายถึงอนาคตลูกหนังไทยจะซบเซาจนยากที่จะฟื้นกลับคืน

จากการลงแรงประสานของ ดร.วิชิต และความตื่นตัวของทุกสโมสร ที่ทำให้เริ่มมีกระแสผ่านสื่อ กับแฟนบอลทำให้ก้าวนี้เป็นไปอย่างพร้อมเพรียง ทุกสโมสรกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ มีสีสันและเอกลักษณ์เฉพาะตัว คอบอลเริ่มหันกลับมาเดินเข้าสนามของสโมสรต่างๆ อย่างทั่วถึง เริ่มมีบรรยากาศการเชียร์ที่เร้าใจ เริ่มถูกพูดถึงถี่ขึ้นเรื่อยๆ

8P สูตรเด็ดการตลาดฟุตบอล

“ทีมฟุตบอลเป็นสินค้า เป็นธุรกิจ Show Business อย่างหนึ่ง” ดร.วิชิตเปรียบให้ POSITIONING ฟัง

หลังจากเข้าถึงระดับบิ๊กแต่ละสโมสรแล้ว ดร.วิชิตจึงจัดคอร์สอบรมทางการตลาดให้กับผู้แทนของสโมสรฟุตบอลของไทย หลังจากที่เขาได้ผ่านการประชุมกับทาง AFC มาก่อนหน้านั้น ที่สำนักงานใหญ่ AFC กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

หลักการตลาดสำหรับวงการฟุตบอลนั้น ดร.วิชิตสรุปว่าต้องใช้หลัก “8P” มากกว่า 4P ที่หลักการตลาดใช้กับสินค้าทั่วไป ดังนี้
Product คือ นักฟุตบอล
Price คือ ค่าบัตร
Place คือ สนามฟุตบอล
Promotion คือ การสร้างแฟนคลับ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการทำงานร่วมกับสื่อสารมวลชน เพราะแฟนคลับคือผู้บริโภค ที่ต้องสร้างเพื่อให้เกิดลอยัลตี้ต่อแบรนด์

อีก 4Pที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อการสร้างลีกฟุตบอลอาชีพโดยเฉพาะ คือ

Physical Evidence คือสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม โลโก้ ตราสโมสรต้องเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจับต้องได้ ง่ายต่อการจดจำและพูดถึง สื่อผ่านสิ่งที่จับต้องได้ อย่าง Mascot เช่นในอังกฤษที่สโมสรลิเวอร์พูลเป็นหงส์แดง อาร์เซนอลเป็นปืนใหญ่

Process การบริหารต้องมีการจัดองค์กรแบบธุรกิจฟุตบอลอาชีพ ตามรายละเอียดที่ AFC กำหนดไว้ในข้อบังคับ

People สโมสรต้องมีบุคลากรทำงานให้อย่าง Fulltime ในตำแหน่งพื้นฐานสำคัญๆ เช่นบัญชี การตลาด ไม่ใช่นำงานไปฝากไว้กับบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจต้นสังกัดอย่างที่เคยเป็นมาในวงการฟุตบอลไทยอย่างยาวนาน
Productivity ต้องมีระบบบัญชีและการเงินที่บันทึกต้นทุนรายรับรายจ่ายอย่างชัดเจน มีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการที่สโมสรจะยืนได้ด้วยตัวเอง

แม้จะเป็นเสมือนยาขมที่ AFC มาเคี่ยวเข็ญคาดโทษวงการฟุตบอลไทย แต่เป้าหมาย “Vision Asia” และหลักเกณฑ์การสร้างทีม และการวาง Know-how หลักการตลาดฟุตบอลจาก AFC นั้น กลับช่วยยกระดับฟุตบอลไทยได้อย่างมหาศาล เพราะทั้งสมาคมฟุตบอล สโมสรต่างๆ และสื่อ ต่างตื่นตัวกับข่าวนี้ และร่วมแรงกันสร้างองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ให้เป็นไปตามกฎหลายสิบข้อของ AFC แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ตอนนี้เราได้รับการตอบสนองจากทุกสโมสรดีมาก ทั้ง 16 ทีมปรับตัวจนผ่านเงื่อนไขของ AFC ได้เกือบทุกทีมแล้ว” องอาจสรุปให้ POSITIONINGฟัง พร้อมทั้งชื่นชมว่า “ความนิยมของแฟนบอลไทยมาเร็วเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้อย่างมาก”

ส่วน ดร.วิชิตยกตัวอย่างกระแสฮิต “เด็กหงส์” และ “เด็กผี” ซึ่งเรียกแทนคนไทยที่คลั่งไคล้ในทีมลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ว่าคนไทยยังคลั่งไคล้ทีมต่างชาติ ทั้งที่อยู่ห่างไกลคนละซีกโลกถึงขนาดจำชื่อนักฟุตบอลได้หมด พร้อมจะซื้อเสื้อ ผ้าพันคอ และของที่ระลึกต่างๆ หากไทยพรีเมียร์ลีกทำตลาดได้อย่างครบวงจร บริหารจัดการดี แฟนบอลก็ต้องเทใจให้สโมสรไทยอย่างแน่นอน

“คนไทยมีความ “อิน” กับฟุตบอลอยู่แล้ว แต่ถูกบอลนอกแย่งความนิยมไป บอลไทยถึงจะดึงตรงนี้ออกมาได้ก็ต้องมีการ Organize ที่ดี”

ดร.วิชิตย้อนอดีตว่าสมัยที่ตนเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว มาจนถึงยุคของปิยะพงศ์ ผิวอ่อน เมื่อราวยี่สิบปีก่อนนั้น คนไทยเคยชื่นชอบคลั่งไคล้ฟุตบอลไทย เพราะไม่ค่อยมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลนอกและข่าวต่างประเทศไม่มากและฉับไว แต่ยุคหลังๆ เมื่อมีบอลนอกให้ดูมากมายและข่าวสารก็เข้าถึงง่าย บอลสโมสรไทยจึงเสื่อมความนิยม เพราะสโมสรไทยในอดีตทุกทีมเป็นทีมองค์กร นักฟุตบอลก็ไม่ใช่อาชีพ เล่นกันเป็นกิจกรรมเสริมการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรเจ้าของสโมสรเท่านั้น ขาดแผนการตลาดอย่างสิ้นเชิง

แต่ปีนี้เมื่อฟุตบอลไทยเกิดการปฏิรูปตาม 8P และ Vision Asia ไปสู่แนวทางเดียวกับบอลอาชีพแท้ๆ แบบยุโรป ทำให้คนไทยจำนวนมากนั้นพร้อมกันเทใจ ใส่กระแสความคลั่งไคล้ระดับเดียวกันหรือมากยิ่งกว่านั้น ไหลบ่ามาให้กับสโมสรฟุตบอลไทยแห่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว เกิดเป็นวรรคทองแห่งปีนี้ที่พูดกันทั่วไปว่า "บอลนอกแค่สะใจ แต่บอลไทยอยู่ในสายเลือด"

เมื่อกลุ่มเป้าหมายมีอยู่แล้ว บวกกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน และการตลาดที่มาเต็มสูตร จึงทำให้จุดเปลี่ยนครั้งนี้ของฟุตบอลไทย จุดติดและแรงจนหยุดไม่อยู่


เปิดกฎเหล็ก Vision Asia

ข้อบังคับของ AFC แบ่งได้เป็น 8 ข้อใหญ่ ที่ใช้กับกับสมาคมฟุตบอลประเทศนั้นๆ, บริษัทจัดการแข่งขัน (ในไทยคือ บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก) และสโมสรฟุตบอลทุกแห่งในเอเชีย

รูปแบบการแข่งขัน เช่นจำนวนทีมต้องมี 10 ทีมขึ้นไป ต้องแข่งกันรวมแล้วนาน 8 เดือนขึ้นไป ต้องมีการตกชั้นและเลื่อนชั้น ฯลฯ

ผู้ชม ต้องมีการขายตั๋วเข้าชม ห้ามดูฟรี ต้องมีผู้ชมเฉลี่ยต่อนัด 5 พันคนขึ้นไป และต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ชมอย่างเป็นระบบเชื่อถือได้

การจัดการ ห้ามมีการแทรกแซงจากการเมืองในประเทศ แต่ละสโมสรต้องมีระบบบริหาร ระบบการเงิน มี CEOแบบเต็มเวลา และมีการตรวจสอบจาก Auditor

การตลาดส่วนกลาง (ของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก) ต้องมีการถ่ายทอดสด มีการขายลิขสิทธิ์ มีสปอนเซอร์ มีการทำหนังสือโปรแกรมการแข่งขัน มีการทำเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์

การจัดการในวันแข่งขัน ต้องมีผู้รับผิดชอบประจำแมตช์ (Match Commissioner) ต้องมีการรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชม สื่อ นักฟุตบอล บุคคล VIP และต้องมีการเขียน Guidline รักษาความปลอดภัย

สื่อมวลชน ต้องมีการลงทะเบียนสื่อ ต้องมีห้องทำงานให้สื่อ ต้องมีที่จัดการถ่ายทอดสด ต้องมีห้องแถลงข่าวหลังเกม ต้องมีโซนนักข่าวพบนักฟุตบอล ต้องมีการลงข่าวใน นสพ.ท้องถิ่น และโทรทัศน์ต้องถ่ายทอดสดไม่ต่ำกว่า 30% ของทุกแมตช์

สนาม ทั้งลีกต้องมีสนาม A-Class ไม่ต่ำกว่า 2 สนาม ซึ่ง A-Class คือต้องจุ 5 พันที่นั่งขึ้นไป ต้องห่างจากสนามบินนานาชาติไม่เกิน 200 กม. ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชม.ครึ่ง ขนาดและพื้นต้องได้มาตรฐานฟีฟ่า มีแสงสว่างมากกว่า 1,200 lux มีหลังคาที่ฝั่งอัฒจันทร์หลัก ฯลฯ

การจัดการสโมสร
- มีนักฟุตบอลอาชีพ 18 คนขึ้นไป
- มีสนามความจุ 3,000 คนขึนไป
- ต้องมีรายได้จากค่าตั๋ว สปอนเซอร์ การขายสินค้า ค่าลิขสิทธิ์ เงินจากการขายผู้เล่น และส่วนแบ่งรายได้จาก
องค์กรลีก
- มีงบการเงินอย่างถูกต้อง
- ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
- เจ้าของสโมสรห้ามเป็นเจ้าของมากกว่า 1 แห่ง
- ผู้บริหารและพนักงานห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอื่น
- มีทีมเยาวชนและศูนย์ฝึก
- โค้ชต้องได้ AFC A-License
- มีสายสัมพันธ์และกิจกรรมร่วมกับผู้คนในชุมชนที่สโมสรตั้งอยู่

*เรียบเรียงจาก "Criteria for Participation in AFC Champions league" (หลักเกณฑ์การคัดเลือกทีมเพื่อเข้าแข่งขันเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก) ในเว็บไซต์ของ AFC


“ไทยพรีเมียร์ลีก” บริหารร้อยล้าน

บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เป็นบริษัทที่เกิดขึ้นตามกฎของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC เพื่อมาจัดการแข่งขันฟุตบอลไทยฯลีก จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือกรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งถือแทนสมาคมฯ มีกรรมการเช่น ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง องอาจ ก่อสินค้า ดร.กษม ชนะวงศ์ ธารา พฤกษ์ชะอุ่ม และ ประดิษฐ์ นิธิยานันท์ ระบุวัตถุประสงค์ในการตั้งบริษัทคือ จัดการแข่งขันกีฬาทุกชนิด ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาทุกประเภท

“องอาจ” บอกว่า ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2552 เป็นฤดูกาลแรกที่บริษัทเข้ามาบริหารจัดการ โดยมีงบประมาณหรือรายได้มาจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ
1. สปอนเซอร์ประมาณ 15 ล้านบาท จากสินค้าบริการรายใหญ่คือ ปตท. จ่าย 10 ล้านบาท โอสถสภา เอ็ม 150 และโค้ก จ่ายแบรนด์ละ 1 ล้านบาท
2. งบประมาณจากรัฐบาล คือการกีฬาแห่งประเทศไทย 60 ล้านบาท

ส่วนค่าใช้จ่าย ประกอบด้วยการบริหารจัดการแข่งขัน ค่าจ้างกรรมการตัดสิน ค่าบุคคลากร เงินรางวัลสำหรับทีมชนะ เงินอุดหนุนแต่ละสโมสร ทีมละ 6 แสนบาท

สำหรับในฤดูกาล 2553 โอกาสของรายได้จะเพิ่มขึ้นจาก
1. การถ่ายทอดฟุตบอลผ่านทีวี แม้จะมีต้นทุนในการเช่าเวลาสถานีเพิ่มขึ้น แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้สปอนเซอร์จ่ายเพิ่ม โดยมีบริษัทลูกของสยามกีฬารับหน้าที่จัดสรรเวลาให้ลงตัวในการถ่ายทอดผ่านช่อง 9 และ 11 รวมไปถึงในทรูวิชั่นส์ เคเบิลทีวี ที่อยู่ระหว่างการเจรจา
2. เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งค่าตั๋ว อยู่ระหว่างการเจรจากับทีมต่างๆ
3. สปอนเซอร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจาก Named Sponsor หรือชื่อแบรนด์ที่อยู่คู่กับไทยพรีเมียร์ลีก 2010 ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเช่นกัน

สำหรับผลประโยชน์สิ่งที่สปอนเซอร์จะได้คือพื้นที่โฆษณาจากไทยพรีเมียร์ลีกในส่วนต่างๆ ประกอบด้วย
1. A Board ป้ายโฆษณาในสนามด้านหลังประตู ในทุกสนามแข่ง
2. โฆษณาทีวีระหว่างการถ่ายทอดสดทางทีวี
3. สปอนเซอร์หลัก ได้พื้นที่โฆษณาบนแขนของนักฟุตบอลทุกคน บนหัวกระดาษสำหรับการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในนามของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก
4. โลโก้บนแบ็กดร็อปในการแถลงข่าว
5. โลโก้บนเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์คู่มือการชมการแข่งขัน


ไทยฯลีกฮอต
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) สำรวจเรื่อง “ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก กับความหวังพัฒนาฟุตบอลไทยไปบอลโลก” จากกลุ่มเป้าหมายอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่สนใจติดตามข่าวการแข่งขันฟุตบอล จำนวน 426 คน เมื่อวันที่ 1-4 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าคำถามที่เกี่ยวกับไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก จะได้คำตอบที่มีแนวโน้มชัดเจนว่าฤดูกาลหน้าไทยฯลีกจะร้อนกว่าที่ผ่านมา โดย เกือบ 100% ติดตามการแข่งขันไทยฯลีก ส่วนใหญ่ดูผ่านสื่อทีวี และถ้ามีการถ่ายทอดสดในฤดูกาลหน้าเกือบ 100% บอกว่าสนใจติดตามชม โดยทีมที่เรทติ้งสูงสุดคือ “ชลบุรี เอฟซี” แต่ก็มี “เมืองทองยูไนเต็ด” ฮิตตามมาติดๆ

1. การติดตามการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก
ติดตามชม94.4%
ไม่ได้ติดตามชม 5.6%
(ส่วนใหญ่รับชมจากสื่อ โทรทัศน์ รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต วิทยุ และไปชมที่สนามแข่งขัน ตามลำดับ)

2. ความสนใจติดตามชมการถ่ายทอดสดศึกฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกถ้ามีการถ่ายทอดสดในฤดูกาลหน้า
จะติดตามชม 95.8%
ชมทุกแมตช์ 25.6%
ติดตามชมบางแมตช์ 70.2%
จะไม่ติดตามชม 4.2% (เพราะไม่สนใจทีมฟุตบอลไทย รองลงมาคือ ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องทำงาน)

3. สโมสรในศึกฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกที่มีผลงานน่าชื่นชมมากที่สุด 3 อันดับแรก (ถามเฉพาะผู้ที่ติดตามชม) คือ
อันดับ 1 ชลบุรี เอฟซี 30.8%
อันดับ 2 เมืองทองฯ ยูไนเต็ด28.7%
อันดับ 3 บางกอกกล๊าส เอฟซี 13.4%

Big Event คิกออฟ สะพัดพันล้าน

ตลอด13 ปีของบอลลีกสูงสุดของประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มแข่งขันในระบบพบกันหมดเป็นปีแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 ไม่เคยมีปีไหนที่จะทำยอดผู้ชม สร้างรายได้ให้กับแต่ละสโมสรและสร้างกระแสความนิยมได้เท่าปีล่าสุดคือ 2552 ที่มีเม็ดเงินทั้งจากค่าตั๋วเข้าชม ค่าของที่ระลึก ค่าสปอนเซอร์ และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 350 ล้านบาท

จากยอดรายได้นี้ ถูกใช้จ่ายไปเป็นเงินเดือนนักฟุตบอล เป็นค่าสร้างหรือเช่าสนาม และเป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าเวลาถ่ายทอดสด รวมแล้วกว่า 200 ล้านบาท ทำให้เม็ดเงินที่สะพัดทุกด้านในไทยพรีเมียร์ลีกปีที่ผ่านไปนี้อยู่ที่เกือบ 600 ล้านบาท

ที่สำคัญ เฉพาะครึ่งฤดูกาลหลัง (สิงหาคม - ตุลาคม) ปี 2552 เองก็ทำสถิติจำนวนผู้ชมพุ่งทะลุไปถึงกว่า 3 เท่าของฤดูกาลแรก ฉะนั้นยอดรายได้ของปีหน้าจึงถูกคาดหมายว่าจะสูงขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าขึ้นไป นั่นหมายถึงว่าไทยพรีเมียร์ลีกจะเป็น “Big Event พันล้าน” ในปี 2553อย่างแน่นอน

สถิติรายได้รวมทั้งฤดูกาล 2552 (มีนาคม – ตุลาคม)

จำนวนทีม 16 สโมสร แข่งแบบพบกันหมด คู่ละ 2 ครั้ง เหย้า-เยือน รวม 240 นัด

ผู้ชมในสนามรวมทั้งฤดูกาลทุกทีมประมาณ 1 ล้านคน
ผู้ชมในสนามเฉลี่ยต่อนัด 4,100 คน
รายได้ค่าตั๋วรวมทุกนัดราว 50 ล้านบาท (บัตรใบละ 50 บาททุกที่นั่ง ทุกสนาม)
รายได้ค่าตั๋วเฉลี่ยต่อนัด 205,000 บาท

รายได้จากการขายของที่ระลึกของทุกสโมสรรวม 24 ล้านบาท
รายได้จากการขายของที่ระลึกเฉลี่ยต่อนัดราว 1 แสนบาท

รายได้จาก Sponsor รวมกันทั้งปีราว 160 ล้านบาท
รายได้สปอนเซอร์เฉลี่ยต่อทีม 10 ล้านบาท

เงินอุดหนุนจากรัฐทีมละ 6 แสนบาท
รวมทุกทีมเป็น 9.6 ล้านบาท

รางวัลของแชมป์ รองแชมป์ และอันดับรองๆ ลงมารวมแล้ว 20 ล้านบาท

งบลงทุนและเงินอุดหนุนอื่นๆ (เช่น เงินส่วนตัวของประธานสโมสร และนายทุนผู้สนับสนุนทีม) ราว 90 ล้านบาท

ที่มา: ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ประธานบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก


เม็ดเงินสะพัดต่อ

จากรายรับรวมประมาณ 350 ล้านบาทของปี 2552 นี้ ได้ถูกนำไปใช้จ่ายกับค่าแรงนักฟุตบอล ค่าสร้างหรือเช่าสนาม และค่าถ่ายทอดสด เกิดเม็ดเงินสะพัดต่อถึงกว่า 300 ล้านบาท แบ่งได้เป็น

เงินลงทุนสร้างและเช่าสนามของทุกทีมรวมทั้งปีราว 200 ล้านบาท

เงินเดือนนักฟุตบอลเฉลี่ยคนละ30,000 บาท
จำนวนนักฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีกรวมประมาณ 320 คน (ทีมละ 20 คน)
รวมเงินเดือนนักฟุตบอลทั้งปีราว 115 ล้านบาท

ค่าบุคลากรตั้งแต่โค้ช ซึ่งเงินเดือนขั้นต่ำหลักแสนบาท ไปจนถึงทีมผู้ช่วย นักกายภาพ เวชศาสตร์การกีฬา อีกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ค่าเช่าเวลาถ่ายทอดสดผ่านช่อง 11 และสยามกีฬาทีวี รวมทั้งปี 10 ล้านบาท

(ประมาณการโดยนิตยสาร POSITIONING)


โตกว่า 3 เท่าในปีเดียว

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของ บริษัทไทยพรีเมียร์ลีก ครึ่งฤดูกาลแรก มีนาคม – มิถุนายน 2552
ยอดคนดูเฉลี่ยต่อนัด 1,936 คน

แต่เมื่อถึงเดือนกันยายน-ตุลาคมซึ่งเป็นที่สุดแห่งความบูม ไทยพรีเมียร์ลีกสามารถทำยอดคนดูเฉลี่ยต่อนัดถึง 4,904 คน
โตขึ้นกว่า 3 เท่า

และหากดูเฉพาะทีมใหญ่ๆ ปรากฏการณ์นี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น

เมืองทองยูไนเต็ด : ครึ่งฤดูกาลแรก 2,891 คน / กันยายน-ตุลาคม ราว 14,500 คน - โต 5 เท่า
ชลบุรี เอฟซี : ครึ่งฤดูกาลแรก 4,200 คน / กันยายน-ตุลาคม ราว 12,000 คน - โต 3 เท่า
ราชนาวีระยอง : ครึ่งฤดูกาลแรก 3,534 คน / กันยายน-ตุลาคม ราว 11,800 คน - โตเกือบ 3 เท่า
บางกอกกลาส ครึ่งฤดูกาลแรก 1,823 คน / กันยายน-ตุลาคม ราว 5,000 คน (เต็มความจุสนาม) - โตเกือบ 3 เท่า

รายรับ
-ผู้ชม 1 ล้านคน ซื้อตั๋ว 50 ล้านบาท
-ของที่ระลึก (เช่น เสื้อ ผ้าพันคอ) 24 ล้านบาท
-สปอนเซอร์ 160 ล้านบาท
-งบรัฐ 9.6 ล้านบาท
-เงินรางวัล 20 ล้านบาท
-ทุนส่วนตัว และทุนอื่นๆ90 ล้านบาท

รายจ่าย
-สร้างและเช่าสนาม 200 ล้านบาท
-เงินเดือนนักฟุตบอล 115 ล้านบาท
-ค่าจ้างโค้ช ทีมงาน 10 ล้านบาท
-ค่าถ่ายทอดสด 10 ล้านบาท