วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีคิด-เทคนิค ในการทำกำไร TFEX

Thursday, 08 October 2009 12:47
สวัสดีเช้าวันที่ 8 ต.ค ช่วงนี้ set 50 ก็ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นเหมือนเดิมนะครับ ถ้าให้เลือกข้างก็คงต้องเลือกทางซื้อ เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ควรระวังตัวสำหรับขาลงด้วย ตอนนี้ผมเปลี่ยนทางเป็นสถานะซื้อ ( long ) ที่ราคา 520 จุดแล้วครับ ( เปลี่ยนทางไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค ) สำหรับวันนี้ผมจะขาย ( short ) หากตลาดอนุพันธ์ลบเกิน 5 จุด แต่ถ้าไม่ลบเกิน 5 จุด ก็จะถือสถานะซื้อ ( long ) ต่อไปครับ
ราคาตอนนี้ของ s50z09 คือ 531.00 จุด
สถานะ series ราคา วันที่เปิดสถานะlongแล้วครับ S50z09 520 6/10/2009
สำหรับผม....ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ก็ได้นะครับ อาจจะใช้การสังเกตุจากพฤติกรรมของราคาหุ้นที่มีความสัมพันธ์จากสิ่งต่างๆแล้วมาตั้งสมมุติฐานของเราเองก็ได้ แต่ในขั้นสุดท้ายก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันทำกำไรได้จริงผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพนะครับ1.เราจะซื้อหุ้น ptt ถ้าราคาน้ำมัน nymex ทำจุดสูงสุดใหม่ และจะขายหุ้น ptt ถ้าราคน้ำมัน nymex ทำจุดต่ำสุดใหม่2.เราจะซื้อtdex ถ้านักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิมากกว่า 1000 ล้านบาท ต่อวัน หรือเราจะขายtdex ถ้านักลงทุนต่างชาติขาย 1000 ล้านบาท 3.ถ้าอนุพันธ์ set50 ปิดราคาใกล้จุดสูงสุด ก็ซื้อ(long) ทันที ถ้าปิดใกล้จุดต่ำสุดก็ขาย( short ) ทันที เมื่อเราได้กลยุทธ์จากการผสมผสานสิ่งที่เราสังเกตุต่างๆแล้ว ต้องไม่ลืมตั้งการตัดทุนไว้ด้วยนะครับ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เช่นถ้าผมลงทุนกับกลยุทธ์ที่เลือกมาแล้ว 1,000,000 บาท อาจจะตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ 300,000 บาท แต่ถ้ามันไม่ขาดทุนเกินเงินจำนวนนี้ก็ต้องลงทุนไปเรื่อยๆ นี่คือการตั้งจุดตัดขาดทุน สำหรับจุดที่สำคัญก็คือ เมื่อได้เลือกวิธีการลงทุนเรียบร้อยแล้ว ต้องทำตามกลยุทธ์ให้ได้ ไม่ลังเลกับปัจจัยอื่นๆที่มารุมเร้าเรา ไม่ให้การขึ้นลงของราคาหรือข่าวสารต่างๆมาทำให้เราเสียรูปแบบการลงทุน ถึงแม้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่ต้องทำให้ได้

TED Spread

TED Spread คือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยตั๋วเงินคลังของสหรัฐ อายุ 3 เดือนกับดอกเบี้ย LIBOR 3 เดือนซึ่งในอดีตก่อนปี 2550 ถึง TED Spread ผันผวนอย่างไรก็ยังอยู่ในช่วง 0.1-0.5% ต่างจากปัจจุบันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากช่วงที่เกิดซับไพรม์ หรือ ต้มยำกุ้ง Ted spread พุ่งขึ้นสูงมากTed spread คือความมั่นใจในการจะปล่อยเงินกู้ และความเชื่อมั่นโดนเทียบดอกเบี้ย 2 แห่ง ดังที่บอกข้างต้นหากเกิดภาวะตึงตัว Ted จะสูงถ้าหากเริ่มผ่อนคลาย Ted จะลดลง

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Dubai World เลื่อนชำระหนี้ สะเทือนตลาดการเงินโลก ... ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน เรื่อง Dubai World เลื่อนชำระหนี้ สะเทือนตลาดการเงินโลก ... ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ตลาดการเงินโลกต้องสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อ Dubai World บริษัทโฮลดิ้งและลงทุนชั้นนำของรัฐบาลดูไบ ได้ประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 การเลื่อนชำระหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Dubai World สะท้อนให้เห็นถึงสถานะการเงินที่น่าเป็นห่วงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในดูไบที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ทั้งนี้ ความวิตกของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกก็คือ สถานะทางการเงินของ Dubai World รวมถึงบริษัทลูกอีกหลายแห่ง ซึ่งมีฐานการลงทุนในเศรษฐกิจนอกภาคการเงินทั้งในและต่างประเทศ อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและในส่วนอื่นของโลกได้ หลังจากที่เศรษฐกิจของหลายประเทศเพิ่งจะก้าวผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดของวิกฤตการณ์การเงินของโลกครั้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 8 ทศวรรษมาได้ไม่นาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย จากภาวะขาดสภาพคล่องของธุรกิจในดูไบ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ Dubai World ช็อคตลาดการเงินโลก ตลาดการเงินโลกต้องประสบกับภาวะปั่นป่วนในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลดูไบประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ของบริษัท Dubai World บริษัทโฮลดิ้งและลงทุนของรัฐบาลดูไบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 แห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี (นอกเหนือจาก Dubai Holding และ Investment Cooperation of Dubai) ออกไป 6 เดือนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ให้กับบริษัทในเครือทั้งหมด ยกเว้นบริษัท Dubai Ports World ซึ่งบริษัทในเครือ Dubai World มีหนี้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในระยะอันใกล้นี้ได้แก่ หนี้สินของบริษัท Nakheel ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้สร้างผลงานอันมีชื่อเสียงและเป็นที่น่าทึ่งต่อสายตาโลก เช่น โครงการ The Palm ที่มีพันธบัตรอิสลามมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ และหนี้สินมูลค่า 980 ล้านดอลลาร์ฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ขณะที่บริษัท Limitless บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครืออีกรายหนึ่งมีพันธบัตรมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ฯ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 มีนาคม 2553 โดยหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากจำนวนหนี้สินของ Dubai World รวมทั้งสิ้น 59,000 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งนับเป็นมูลหนี้ที่มีสัดส่วนขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับหนี้สินทั้งหมดของรัฐดูไบรวม 80,000 ล้านดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ของมูลหนี้ดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารแห่งรัฐอาบูดาบี (National Bank of Abu Dhabi) และธนาคารกลางยูเออี (UAE Central Bank) รวมถึงสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งประเมินว่ามีการปล่อยกู้ให้แก่ดูไบรวมกันสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ฯ บริษัทในเครือของดูไบ เวิล์ด (Dubai World)บริษัท ลักษณะธุรกิจ ตัวอย่างประเทศที่เข้าไปลงทุน Dubai Ports World ก่อสร้างและบริหารท่าเรือ สหราชอาณาจักร ตุรกี อินเดีย สาธารณรัฐจิบูตี จีน เวียดนามและเปรู Inchcape Shipping Services ธุรกิจเดินเรือ บริษัทแม่อยู่ที่สหราชอาณาจักรและมีสำนักงาน 257 แห่งใน 50 ประเทศIstithmar ลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อินเดีย Istithmar Hotels ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต สหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศJebel Ali Free Zone Authority บริหารจัดการเขตการค้าพิเศษ สาธารณรัฐจิบูตี ในทวีปแอฟริกา (Djibouti Free Zone) มาเลเซีย (Port Klang Free Zone)Limitless พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปากีสถาน (20 พันล้านดอลลาร์ฯ) Nakheel พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ยูเออี มีหลายโครงการอาทิ The World และ The Palm 3 แห่งคือ Jumeirah, Jebel Ali, Deira สาธารณรัฐจิบูตี กำลังก่อสร้างโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของประเทศที่มา : www.dubaifaqs.com/dubai-world.php เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นสิ่งที่สร้างความตระหนกตกใจแก่ตลาด และทำให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะทางการเงินของดูไบ ซึ่งเป็นรัฐที่มั่งคั่งที่สุดรัฐหนึ่งของยูเออี และเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของตะวันออกกลางแห่งนี้ ต้องถดถอยลง จนทำให้ Moody's Investors Service ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทของดูไบบางแห่งลงสู่สถานะ Junk ซึ่งหมายถึงสถานะที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ต่ำกว่าระดับการลงทุน (Investment Grade) ส่วน Standard & Poor's (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในดูไบบางแห่งลงอยู่เหนือสถานะ Junk เพียงหนึ่งอันดับ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดการณ์ว่าการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐอาบูดาบี จะทำให้เศรษฐกิจของดูไบสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ดูไบอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินแนวทางเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนมูลค่ามหาศาลในด้านอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ผลกระทบยังลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตราสารหนี้ของรัฐบาลอื่นๆ ในประเทศข้างเคียง ทำให้ต้นทุนในการค้ำประกันการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ของรัฐบาลในประเทศแถบตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น โดยนอกจาก Credit Default Swaps ของตราสารหนี้ของรัฐบาลดูไบ อายุ 5 ปี ได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว มาอยู่ที่ 688 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน จากระดับปิด 318 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาพันธบัตรของ Nakheel ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 50 เซนต์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน จาก110.5 เซนต์ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้นแล้ว ยังมีผลทำให้ Credit Default Swaps ของรัฐอาบูดาบี ซาอุดิอาระเบีย และกาตาร์ สูงขึ้นเช่นกัน แต่เป็นขนาดที่รุนแรงน้อยกว่า นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้สร้างความวิตกกังวลต่อโอกาสที่จะเกิดกระแสผิดนัดชำระหนี้ลุกลามไปสู่ระบบการเงินโลก โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies)ผลกระทบต่อเศรษฐกิจดูไบ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เศรษฐกิจดูไบได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ที่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้า การเงิน และการท่องเที่ยวของโลก ซึ่งเป็นสาขาเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของยูเออี และทำให้โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมากต้องชะลอโครงการ ขณะที่ความต้องการในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทรุดตัวลงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในดูไบตกต่ำลงอย่างหนัก โดยบางโครงการราคาได้ลดลงไปกว่าร้อยละ 40 จนทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบที่เคยเฟื่องฟูตลอดช่วงกว่า 6 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบกับภาวะฟองสบู่แตก และธุรกิจกลุ่มนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องในที่สุด ปัญหาการเลื่อนชำระหนี้ของ Dubai World อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของดูไบ และอาจมีผลกระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจของประเทศยูเออีในระดับหนึ่ง โดยดูไบเป็นรัฐใหญ่อันดับ 2 ทั้งในแง่ขนาดเศรษฐกิจและขนาดจำนวนประชากร ของยูเออี ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรเฉลี่ย 22,643 ดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในยุโรป มีประชากรประมาณ 4.56 ล้านคน ประกอบด้วย 7 รัฐ โดยรัฐที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้ามากที่สุด คือ รัฐอาบูดาบี ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศ เศรษฐกิจของยูเออี พึ่งพารายได้ที่สำคัญจากการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ โดยภาคอุตสาหกรรมพลังงานมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 37.0 ของจีดีพี ขณะที่ภาคบริการก็เริ่มมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะปัจจุบัน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ที่มีสัดส่วนร้อยละ 15.9 ของจีดีพี โดยยูเออีมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงอย่างมากในระยะที่ผ่านมา ตามการเติบโตรวดเร็วของภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การขนส่ง การเงิน และการบริการอื่นๆ สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ ทั้งนี้ ดูไบ เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของยูเออีและภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐดูไบมีมูลค่าจีดีพีคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 32 ของจีดีพีของทั้งประเทศ นับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากรัฐอาบูดาบี ที่มีขนาดเศรษฐกิจประมาณร้อยละ 57 ของจีดีพี และเศรษฐกิจของทั้งสองรัฐรวมกันมีสัดส่วนสูงถึงเกือบร้อยละ 90 ของเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม อาบูดาบี เป็นรัฐที่มีทรัพยากรอันมั่งคั่ง และมียุทธศาสตร์การลงทุนที่ค่อนข้างเป็นแบบอนุรักษ์นิยมกว่าดูไบ ความเสี่ยงที่ผลกระทบจากฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบจะลุกลามไปกระทบกับเศรษฐกิจทั้งประเทศจึงน่าจะอยู่ในขอบเขตที่จำกัด อย่างไรก็ดี การที่อาบูดาบี เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินที่สำคัญของดูไบ ย่อมจะส่งผลให้สถาบันการเงินของอาบูดาบีได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ปัญหาทางการเงินของบริษัท Dubai World ในเบื้องต้นจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของรัฐดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความวิตกเกี่ยวกับ Credit Risk ของนักลงทุนที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง นับจากเกิดวิกฤตการณ์เลห์แมน บราเธอร์ส ความเข้มงวดในการปล่อยกู้สินเชื่อที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้จะยิ่งกดดันให้การลงทุนในดูไบและยูเออี ที่ชะลอตัวจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้ายังคงซบเซาต่อไป นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในรัฐดูไบมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงหลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งสองแห่งลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ซึ่งย่อมจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของดูไบและของยูเออีในที่สุด อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลอาบูดาบีในการเข้าช่วยพยุงสถานะทางการเงินของดูไบและการตัดสินในของรัฐบาลดูไบที่จะเพิ่มทุนโดยการขายสินทรัพย์ในต่างประเทศ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมของยูเออีในอนาคต ขณะที่ธนาคารกลางของยูเออีก็ออกมาระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของสถาบันการเงินในยูเออีได้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย … ผลกระทบโดยตรงน่าจะอยู่ในขอบเขตจำกัด การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของรัฐดูไบและการแสวงหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลางเพื่อชดเชยตลาดตะวันตกที่ยังคงซบเซาอย่างหนักทำให้มีผู้ประกอบการไทยในหลากหลายสาขาเข้าลงทุนดำเนินธุรกิจและส่งออกสินค้าไปยังดูไบเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเลื่อนเวลาการชำระหนี้ของบริษัท Dubai World ออกไปย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับธุรกิจของดูไบ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจไทย รวมทั้งต่อเศรษฐกิจไทยนั้นอาจอยู่ในขอบเขตจำกัด เนื่องจากในภาพรวมแล้ว ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศยูเออีในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก ในด้านการค้า ยูเออีเป็นตลาดส่งออกอันดับ 17 ของไทย โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 ไทยส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมูลค่า 2004 ล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1.6 ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมของไทย ขณะที่ในด้านการลงทุน ยูเออีมีการลงทุนในไทยอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของกลุ่มกองทุนที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในดูไบก็มีจำนวนไม่มากเช่นกัน สำหรับในด้านการท่องเที่ยว ยูเออีเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ แต่ยังนับเป็นตลาดที่ยังค่อนข้างเล็ก โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2552 มีนักท่องเที่ยวจากยูเออีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย 70,182 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.6 ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยทั้งหมด ทั้งนี้ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจไทย มีประเด็นสำคัญโดยสรุปดังนี้ & 61607; การลงทุนของดูไบในประเทศไทย ในปัจจุบัน นักลงทุนจากดูไบส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งหากบริษัทผู้ลงทุนจากดูไบเหล่านี้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในประเทศตน ก็มีความเป็นไปได้ที่บริษัทของดูไบเหล่านี้อาจจะพิจารณาขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ในต่างประเทศ ที่รวมไปถึงการขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทของไทย เพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทแม่ ซึ่งอาจจะมีผลต่อมูลค่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางราย และอาจมีผลต่อโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ หรืออาจทำให้โครงการที่อยู่ในแผนการพัฒนามีความคืบหน้าล่าช้าออกไปเนื่องจากต้องหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบคงมีเพียงเล็กน้อย เนื่องจากธุรกิจไทยที่มีบริษัทจากดูไบเข้ามาถือหุ้นหรือร่วมทุนนั้น มีอยู่ไม่กี่ราย ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สินค้าตกแต่งบ้านและอาคาร โรงแรม โรงพยาบาล เหมืองแร่และพลังงาน ขณะที่ผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ในประเทศที่มีการปล่อยกู้โครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของดูไบนั้น ถือว่าเป็นมูลค่าสินเชื่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบ& 61607; การลงทุนของไทยในประเทศดูไบ ที่ผ่านมา การลงทุนของไทยในดูไบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ รีสอร์ต โรงแรม รวมถึงบริการอื่นที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ การออกแบบ การตกแต่งและวางระบบภายในอาคาร แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ที่ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบหดตัวลง ทั้งจากการเก็งกำไรและการลงทุนจากต่างประเทศที่หดตัวลงอย่างหนัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยหลายรายทยอยปรับตัวโดยการเข้าไปเปิดตลาดในรัฐอาบูดาบีและประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ อาทิ กาตาร์ โอมานและบาห์เรน มากขึ้น ดังนั้นในภาพรวมแล้ว ปัญหาสภาพคล่องของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของดูไบน่าจะกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในวงจำกัด โดยหากพิจารณาเป็นรายธุรกิจจะพบว่า บริษัทก่อสร้างของไทยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในดูไบในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจไทยที่เข้าไปทำสัญญารับบริหารโรงแรมที่จะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2554 นั้น อาจจะเผชิญกับความล่าช้าออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละกรณีหรือแต่ละราย ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลบางแห่งที่เคยมีแผนการที่จะเข้าไปลงทุนในดูไบก็ได้ยกเลิกแผนการลงทุนไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2551 ที่ผ่านมา ทำให้ผลกระทบต่อธุรกิจไทยโดยรวมที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าจึงมีค่อนข้างน้อย ด้านการส่งออก ในระยะสั้น ความวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของดูไบอาจจะกดดันให้การบริโภคในรัฐดูไบลดลง แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยกว่าร้อยละ 80 ที่ส่งออกจากไทยไปยังยูเออีเป็นการส่งออกต่อไปยังประเทศในตะวันออกกลาง ส่วนที่เหลือนั้นจะกระจายไปยังรัฐต่างๆ ของยูเออี โดยเฉพาะรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีที่มีรายได้ประชากรค่อนข้างสูงและยอมรับสินค้าจากต่างประเทศ แต่หากผลกระทบด้านสภาพคล่องขยายวงกว้างออกไปจนกระทบต่อยูเออี รวมถึงตะวันออกกลางโดยรวม อาจจะทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงได้ โดยสรุป จากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Dubai World บริษัทโฮลดิ้งและลงทุนชั้นนำของดูไบประกาศขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ออกไป 6 เดือนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ตลาดการเงินโลก เนื่องจากกลุ่ม Dubai World มีหนี้สินมูลค่ารวมทั้งสิ้น 59,000 ล้านดอลลาร์ฯ โดยหนี้ที่จะครบกำหนดชำระภายในเดือนพฤษภาคม 2553 มีมูลค่ารวมประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ฯ นอกจากนี้ หากรวบรวมมูลค่าหนี้ของดูไบที่มีกำหนดชำระหนี้ภายในปี 2554 ซึ่งเป็นของกลุ่ม Dubai World และกลุ่ม Dubai Holding รวมกัน จะมีมูลค่าประมาณ 20,600 ล้านดอลลาร์ฯ ทำให้มีความกังวลว่าหากหนี้เหล่านี้ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ อาจจะกลายเป็นการผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐบาลอาร์เจนตินาผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 95,000 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปี 2544 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่น่าเป็นห่วงของบริษัทแห่งรัฐของดูไบที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ซึ่งการที่รัฐมีภาระที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ของบริษัทดังกล่าวอาจกระทบต่อความสามารถของภาครัฐที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจดูไบฟื้นตัวได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังสร้างความกังวลว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและในส่วนอื่นของโลกอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก Dubai World รวมถึงบริษัทลูกอีกหลายแห่ง มีฐานการลงทุนในเศรษฐกิจนอกภาคการเงินทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คำแถลงล่าสุดของธนาคารกลางของยูเออี ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้แก่ทั้งธนาคารพาณิชย์ในประเทศและธนาคารต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในยูเออี ที่อาจถูกกระทบจากการเลื่อนชำระหนี้ของ Dubai World เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามจนเกิดความตื่นตระหนก และกระทบต่อฐานะสภาพคล่องและกลไกทางการเงินในยูเออีนั้น ได้ช่วยผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกลงได้ในระดับหนึ่ง สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยจากปัญหาการชำระหนี้ของบริษัท Dubai World นั้น ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย คงจะมีไม่มากนัก เนื่องจากประเทศยูเออี ทั้ง 7 รัฐรวมกัน มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.6 ของการส่งออกรวมของไทย อีกทั้งกว่าร้อยละ 80 ของสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปยังยูเออี เป็นการส่งออกต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ส่วนผลกระทบต่อภาคเอกชนไทยที่เข้าไปดำเนินธุรกิจต่างๆ เช่น ในหมวดก่อสร้าง โรงแรม และโรงพยาบาล รวมถึงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น จากการประเมินในเบื้องต้น คาดว่า คงจะมีผลกระทบไม่มากนักเช่นกัน โดยเฉพาะหากปัญหาเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์จำกัดวงอยู่ที่ดูไบ และไม่ลุกลามไปถึงรัฐอื่นๆ ในยูเออี เช่น อาบูดาบี และสำหรับในด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากยูเออีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 0.6 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยทั้งหมด โดยรวมแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่าไทยน่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ไว้ที่หดตัวร้อยละ 3.1 สำหรับปีนี้ และขยายตัวประมาณร้อยละ 3.0 สำหรับปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัญหาการชำระหนี้ของธุรกิจดูไบที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ถึงผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ซึ่งมีหลากหลายสัญชาติ โดยเฉพาะสถาบันการเงินของยุโรป นอกจากนี้ยังต้องจับตาว่าภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ จะลุกลามไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายอื่นๆ อีกหรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกคงจะติดตามสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งทำการประเมินความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ของตนอาจต้องเผชิญ ส่งผลให้คาดว่ารัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง ให้ดำเนินต่อเนื่องไปได้
ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วันที่ 01/12/09 เวลา 8:17:37

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กลยุทธ์ยูโด...แจ็กผู้ฆ่ายักษ์

คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค teerayout@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4162

มีคำถามบ่อย ๆ ว่า กิจการเล็ก ๆ จะมีโอกาสแข่งขันชนะ และเกิดในธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันจากรายใหญ่ได้หรือไม่ จึงนำแนวคิดยูโดมานำเสนอในเชิง "แจ็กผู้ฆ่ายักษ์ในวงการธุรกิจ" ดังต่อไปนี้ครับ

เริ่มจากหลักการแรกที่นักยูโดนำมาประยุกต์ใช้ คือ แนวคิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และพยายามเคลื่อนตัวเองไปสู่จุดที่ตนเองได้เปรียบทางการแข่งขันมากกว่า ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการตอบสนองหรือการต่อสู้อย่างรุนแรงจากคู่แข่งขัน เนื่องจากกิจการขนาดเล็กนี้มักมีข้อได้เปรียบทางด้านความยืดหยุ่นที่สูงกว่าจนรายใหญ่ ๆ ที่อุ้ยอ้ายกว่าตามไม่ทันครับ

การเคลื่อนไหวนี้เริ่มจาก "แบบตั้งรับ" ที่ต้องใช้เพื่อปกป้องตนเองในเบื้องแรกที่ยังไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อสู้ เสมือนเด็กที่ยังไม่แข็งแรงพอ ต้องถนอมตัวเองให้ดีเสียก่อน เมื่อแข็งแกร่งจึงต่อยหาทางเข้าจู่โจมต่อไป

การประยุกต์ใช้ทางธุรกิจก็คือ กิจการขนาดเล็กที่ต้องพยายามประพฤติตน ให้ดูเหมือนไม่เป็นอันตรายต่อคู่แข่งขันหลักในตลาด โดยคู่แข่งขันขนาดเล็กจะพยายามทำตัวแบบโลว์โปรไฟล์นั่นเอง เพื่อที่จะทำให้คู่แข่งขันขนาดใหญ่ไม่รู้สึกว่าเป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด เพราะหากให้กิจการยักษ์ใหญ่เห็นศักยภาพตั้งแต่แรกคงจะถูกบี้ทิ้งไปเสียตั้งแต่ต้นมือครับ ซึ่งการทำตนให้สงบเสงี่ยมและไม่โดดเด่นจนเป็นภัยนั้น ทำให้กิจการมีเวลาฟูมฟักตนเองเพื่อรอคอยโอกาสในอนาคต

อาทิ palm ที่หลาย ๆ ท่านชื่นชอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คงพอจะจำได้ว่า ในช่วงแรกนั้นปาล์มเกิดขึ้นมาได้ในธุรกิจนี้ เนื่องจากวางตำแหน่งตนเองเป็นเพียงออร์แกไนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่สินค้าที่จะเข้ามาทดแทนคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด แถมยังพยายามวางตนเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันกับคอมพิวเตอร์อื่น ๆ หรือซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้อีกด้วย ทำให้ไม่ตกเป็นเป้าในการถูกทำลายล้างจากกิจการยักษ์ใหญ่ในโลกขณะนั้น จนกระทั่งมีโอกาสเกิดและเติบโตขึ้นมาในตลาดได้อย่างรวดเร็วในช่วงนั้นครับ

ถัดมาก็คือ การเคลื่อนไหวแบบ "เชิงรุก" มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ตนเอง เริ่มอยู่ตัวและพร้อมจะเข้าต่อสู่แย่งชิงบ้างแล้ว ซึ่งก็มักจะคล้ายกับการติดตามผลหลังจากที่เริ่มแข็งแรงเติบใหญ่นั่นเอง กรณีเดียวกันคือ เมื่อสินค้าของปาล์มเริ่มติดตลาด แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักกันทั่วไป จึงมีการรุกเข้าไปในธุรกิจดังกล่าวมากยิ่งขึ้น โดยทำการพัฒนาตนเองจากเพียงออร์แกไนเซอร์ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์มือถือ (handheld computer) ซึ่งก็มาจากจุดเด่นดั้งเดิมของตนที่มีเครื่องขนาดเล็กเพียงเท่าฝ่ามือเท่านั้น และนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้ไม่ต่างจากพีซี เมื่อพัฒนาเรียบร้อยจึงนำผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนสู่ตลาด ซึ่งก็นับว่าประสบความสำเร็จระดับที่น่าพอใจในช่วงนั้นทีเดียว ถือเป็นการรุกคืบเข้าแย่งชิงส่วนครองตลาดในธุรกิจนี้อย่างเกินคาดการณ์

กรณีนี้หากปาล์มวางตนเองไว้เป็นคอมพิวเตอร์มือถือตั้งแต่ต้นก็คงยากที่จะเกิดในตลาดแล้ว คงจะถูกคู่แข่งรายใหญ่บี้ตั้งแต่ตอนเริ่มตั้งไข่เสียแล้ว

หลักการที่ 2 หลังจากการเคลื่อนไหว คือการควบคุมเกมการแข่งขันนั่นคือ เมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้า ไม่สามารถวิ่งหลบลี้หนีหน้าบนเวทีได้อีกต่อไป ถึงคราวที่ต้องมาต่อสู้กันจริง ๆ แล้ว ก็มีเทคนิคอีกหลายประการครับ อาทิ การล็อกคู่แข่งขันไว้ให้มั่น ไม่ให้ทำร้ายเราได้สะดวกนัก อาจจะเป็นการวิ่งเข้าไปกอดรัดคู่แข่ง เพื่อไม่ให้ทุ่มเราได้ถนัดนักนั่นเอง

เมื่อนำมาประยุกต์กับการทำธุรกิจ ก็หมายถึงการลดแรงจูงใจของคู่แข่งไม่ให้มาทำร้ายกิจการเรานั่นเอง ที่นิยมคือการเปลี่ยนคู่แข่งขันนั้นให้กลายเป็นพันธมิตรของเรา ซึ่งก็คือสร้างพันธมิตรธุรกิจที่มีผลประโยชน์ได้เสียร่วมกับเราด้วย เช่น การร่วมมือเป็นพันธมิตร การทำการร่วมทุน หรือแม้แต่การให้สิทธิในการผลิตและจำหน่าย (licensing) หรือการทำให้คู่แข่งกลายเป็นตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น จะเห็นว่าวิธีนี้เป็นการลดแรงจูงใจในการแข่งขันหรือจู่โจมธุรกิจของเรา เนื่องจากคู่แข่งขันรายใหญ่ดังกล่าวก็มีผลประโยชน์จากความสำเร็จของเราอยู่ส่วนหนึ่งด้วย ถ้าเราเจ๊งเขาก็เสียประโยชน์ไปด้วยโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมเกมการแข่งขันโดยพยายามเคลื่อนที่เข้าไปในจุดที่ตนมีความได้เปรียบคู่ต่อสู้ ทำให้เขามีสิทธิ์เพลี่ยงพล้ำ อาทิ เข้าไปอยู่มุมที่ติดกับเชือกเวที ซึ่งหากคู่แข่งเข้ามาก็มีสิทธิ์ถูกดีดตัวไปทำร้ายได้

การประยุกต์ใช้ในธุรกิจดังกรณีของฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งแม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าซูเปอร์เซ็นเตอร์อื่น ๆ มาก ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ราคาหรือใช้โปรโมชั่นขนานใหญ่ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการอย่างค้าปลีกขนาดใหญ่อื่น ๆ

แต่ฟู้ดแลนด์จะมุ่งเน้นการเคลื่อนไหวตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ตนมีความสามารถทางการแข่งขันและได้เปรียบนั่นคือ การมุ่งเน้นที่สินค้าที่แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีจำหน่ายในร้านค้าปลีกอื่น ๆ นั่นคือ ของสดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ตนมีความแข็งแกร่งมาเป็นเวลานาน แต่เป็นจุดไม่แข็งแกร่งของค้าปลีกยักษ์ใหญ่

รวมถึงความสะดวกในเรื่องของที่จอดรถ อีกทั้งเปิด 24 ช.ม. ซึ่งเราจะเห็นว่าเป็นการดำเนินงานในรูปแบบดังกล่าว เป็นจุดแข็งของฟู้ดแลนด์เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่ามาก สามารถจะเปิด 24 ช.ม. และรองรับฐานลูกค้าของตนที่มีจำนวนไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม (premium customers) ขึ้นไปได้ จึงไม่ต้องเข้าร่วมทำสงครามราคาอย่างเข้มข้น จนต้องเสียผลตอบแทนที่ควรได้ไปครับ

หลักท้ายสุดคือ การนำเอาทรัพยากรหรือความสามารถหลักของคู่แข่งขันเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์กับกิจการของเรานั่นคือ การพยายามดึงเอาจุดเด่นหรือความสามารถหลักของคู่แข่งเข้ามาใช้เป็นขุมกำลังทางการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ลงทุน เทคโนโลยี พันธสัญญาที่ทำกับพันธมิตร ฯลฯ เนื่องจากมองว่าสิ่งเหล่านี้แม้สร้างความแข็งแกร่งให้กับคู่แข่งขันเแล้ว แต่ขณะเดียวกันอาจเป็นอุปสรรคได้

ดังกรณีของ Southwest Airline ที่สามารถตัดต้นทุนสารพัดอย่างและลดค่าตั๋วโดยสารได้ 50-60% เมื่อเทียบกับราคาของคู่แข่งขันหลัก เช่น United Airline ที่สู้ด้านต้นทุนไม่ได้เพราะสายการบินยักษ์ใหญ่นี้มีปัญหาเรื่องขนาดที่ใหญ่โต จำนวนพนักงานมาก และการดำเนินการซับซ้อน รวมถึงมีการลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมากมาก่อน เช่น เทอร์มินอลของผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่สร้างในสนามบินใหญ่ในอเมริกา การลงทุนในระบบการจองตั๋วมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ฯลฯ จึงทำให้โครงสร้างต้นทุนสูงกว่า Southwest มากนั่นเอง และ Southwest จึงเกิดขึ้นมาในกรณีนี้

ดังนั้น กิจการขนาดเล็กอย่าเพิ่งท้อถอย ท่านอาจเป็นแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ได้ในอนาคตอันใกล้ครับ


ปัญหาการตี 2 หน้าของธนาคารกลางสหรัฐ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับตลาดเงินและตลาดทุน คือ ความเป็นห่วงว่านโยบายการเงินของสหรัฐที่ผ่อนคลายมากเกินไปนั้น นอกจากจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ แล้ว ก็ยังได้เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ประเทศที่ผูกค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์เช่นจีนจะเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าวมากที่สุด ในการประชุมประจำปีของเอเปคที่ผ่านมา จึงได้มีการรายงานข่าวว่าทั้งผู้นำของฮ่องกง (ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางของฮ่องกง) และธนาคารกลางของจีนแสดงความกังวลว่านโยบายการเงินของสหรัฐนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก

ผมมีความเห็นว่ารากเหง้าของปัญหา คือ ธนาคารกลางของสหรัฐมี 2 หน้าที่ กล่าวคือ หน้าที่ที่ 1 เป็นธนาคารกลางที่ต้องดูแลสภาวะทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และหน้าที่ที่ 2 คือ เป็นธนาคารกลางของเศรษฐกิจโลก เพราะเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก และสภาวการณ์ปัจจุบันหน้าที่ทั้งสองทำให้เกิดความขัดแย้งกันในเชิงของการกำหนดนโยบายการเงินที่เหมาะสม

หากหันมามองสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของอเมริกานั้น จะเห็นได้ว่ายังมีปัญหาคั่งค้างอยู่มาก อาทิเช่น

1. ประชาชนตกงานมากขึ้น 5 ล้านคน ตั้งแต่เศรษฐกิจถดถอย ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 10.2% และมีแนวโน้มว่าจะไม่ปรับลดลงไปอีก 6-9 เดือน ปัญหานี้กำลังเป็นปัญหาทางการเมือง อาทิเช่น การกดดันของ ส.ส.พรรครีพับลิกันที่ต้องการให้รัฐมนตรีคลังสหรัฐลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากแก้ปัญหาการว่างงานไม่ได้ แต่ช่วยให้วาณิชธนกิจ อาทิเช่น โกลด์แมน แซคส์ มีกำไรจ่ายโบนัสถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 567,000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งเพราะเคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐในลักษณะต่างๆ รวมทั้งการเพิ่มทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งได้ใช้เงินคืนไปหมดแล้ว)

2. เมื่อประชาชนตกงานเพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ทรุดตัวลงมิได้มีอาการดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาพรวมของเศรษฐกิจ ตัวเลขล่าสุดพบว่าในไตรมาส 3 มีลูกหนี้ที่มีปัญหาในการจ่ายหนี้ผ่อนบ้านสูงถึง 14.4% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บตัวเลขดังกล่าวที่เริ่มต้นเมื่อปี 1972 ที่สำคัญ คือ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 13% ในไตรมาส 2 และส่วนที่เป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นนั้นเกือบครึ่งหนึ่งมาจากสินเชื่อชั้นดี (prime) ไม่ใช่สินเชื่อต่ำกว่ามาตรฐาน (subprime) ผลคือในตัวเลขหนี้เสีย 14.4% นั้นมากถึง 1/3 เป็นสินเชื่อชั้นดี ซึ่งทำให้เป็นห่วงว่าสินเชื่อดังกล่าวจะเสื่อมคุณภาพลงต่อไปอีกใน 12 เดือนข้างหน้า เพราะปัญหาการว่างงานจะทวีความรุนแรงขึ้น และไม่ปรับตัวดีขึ้น จนกระทั่งปี 2011

3. ปัญหาที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก แต่เป็นปัญหาที่ Wall Street Journal (วันที่ 18 พ.ย. 2009) กล่าวว่า กอบกู้ไม่ได้ คือ ปัญหาหนี้อสังหาริมทรัพย์ อาคารพาณิชย์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์การค้า) ซึ่งมีหนี้สินประเภทต่างๆ (หนี้สินจากสินเชื่อธนาคารและจากการออกตราสารหนี้ประเภทต่างๆ) รวมทั้งสิ้นประมาณ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 25% ของจีดีพีของสหรัฐ) หนี้สินนี้ส่วนหนึ่งปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐ "อุ้ม" เอาไว้ โดยการซื้อตราสารหนี้ระยะยาวประมาณ 500,000-600,000 ล้านดอลลาร์ และโครงการ TARP ก็ได้เพิ่มทุนให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ สามารถรองรับความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ เห็นได้จากตารางข้างล่างซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางยังมีความเสี่ยงกับสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นสัดส่วนกว่า 3 เท่าของกองทุนขั้นที่ 1 (ดูตารางประกอบ)

ประเด็นสำคัญ คือ สินเชื่อและตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อาคารพาณิชย์จะต้องต่ออายุในช่วง 2010-2014 (เพราะส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อ/ตราสารระยะยาว 10-15 ปี) จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องเพิ่มสภาพคล่องให้ระบบ เพื่อผลักดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น (สร้างเงินเฟ้อ) มิฉะนั้น สินเชื่อ/ตราสารมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์จะกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้ธนาคารต้องล้มละลายและรัฐบาลกับธนาคารสหรัฐต้องเข้ามาแทรกแซงและโอบอุ้มอีกมาก โดยบริษัท Foresight ประเมินว่าสัดส่วนของสินเชื่อ/ตราสารหนี้ที่เป็นหนี้เสียอาจสูงถึง 68% หากราคาสินทรัพย์ไม่ปรับตัวขึ้นในช่วง 2010-2014

ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำลงในครึ่งหลังของปีหน้าหรือต้นปี 2010 แต่นโยบายเดียวกันนี้ ทำให้สภาพคล่องในโลกมีมากเกินไป ซึ่งเริ่มทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นและภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบางประเทศเช่นบราซิลก็ได้พยายามแก้ปัญหาโดยการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า และมีรายงานว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียและธนาคารกลางอินเดียกำลัง "ศึกษาอย่างจริงจัง" ว่าควรมีมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าหรือไม่ สำหรับประเทศจีนนั้นก็ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์และยังมีข่าวลือว่าธนาคารกลางจีน อาจมีมาตรการเพิ่มทุนสำรองการปล่อยสินเชื่อในต้นปีหน้า ก่อนที่ธนาคารกลางจีนจะพิจารณาปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าในครึ่งหลังของปีหน้า

สำหรับประเทศไทยนั้นปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหาการเมือง ทำให้ปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์หรือแรงกดดันด้านราคา แต่เนื่องจากไทยเองก็มีการเกินดุลการค้าอย่างมาก ดังนั้น หากจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์ก็จะเป็นโอกาสให้ปล่อยเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองมากเกินพอแล้ว คือ มีทุนสำรองคิดเป็น 2 เท่าของหนี้ต่างประเทศ และเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเงินที่กองเอาไว้โดยไม่ได้นำไปประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่